
รายงาน-ล่า"ทักษิณ"เหนื่อยกว่า"ราเกซ"
"จนมุม" ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ "ราเกซ สักเสนา" อดีตพ่อมดทางการเงิน ผู้ต้องหายักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี)
หลังจาก "ศาลฎีกาแคนาดา" ยกฎีกาของเขา ที่โต้แย้งการขอส่งตัวจากทางการไทยในฐานะ "ผู้ร้ายข้ามแดน" ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย หลังจากใช้เวลาติดตามตัวมายาวนานกว่า 13 ปี
และจากการที่สามารถนำตัว "ราเกซ" ที่หลบหนีคดีไปอยู่ "ต่างประเทศ" กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ ทำให้หลายคนนึกถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ขึ้นมาทันที
แต่คำถามอยู่ที่ว่า... การติดตามตัว "ทักษิณ" กับ "ราเกซ" กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย อย่างไหนจะยากกว่ากัน ?
ก็ต้องมาดูว่า "ทักษิณ" กับ "ราเกซ" มี "ความเหมือน" และ "ความต่าง" อย่างไรบ้าง ?
"ทักษิณกับราเกซ เหมือนกันในแง่เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่หลบหนีคดีเหมือนกัน ยิ่ง "ทักษิณ" ยิ่งชัด เพราะศาลไทยตัดสินแล้วว่ามีความผิด ขณะที่ "ราเกซ" ยังไม่เคยขึ้นศาลไทย ยังไม่มีคำตัดสิน แต่ทั้ง "ทักษิณ" และ "ราเกซ" ในแง่ของกฎหมาย อยู่ในข่ายที่จะส่ง "ผู้ร้ายข้ามแดน" ได้เหมือนกัน และการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็เป็นกระบวนการทางอาญาตามปกติ" ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อาจารย์ภาควิชากฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มชี้ประเด็น
แต่ "ความต่าง" อยู่ตรงที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ทำตัวเป็น "เป้านิ่ง" โดยจะไม่อยู่ที่ประเทศไหนนาน ย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ทำให้ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการยื่นขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะ "ผู้ร้ายข้ามแดน"
ในขณะที่ "ราเกซ" มีที่พักอาศัยแน่นอน คือ ประเทศแคนาดา ทำให้ทางการไทยยื่นเรื่องขอตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้
และ "สถานะ" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยเป็นถึง "อดีตผู้นำประเทศ" มาก่อน ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้การติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เป็นไปได้ยากกว่า "ราเกซ" ที่เป็นเพียง "นักธุรกิจ" หรือ "พ่อค้า" คนหนึ่ง
การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นถึงผู้นำประเทศมาก่อน ประเทศต่างๆ ก็จะดูเรื่องนี้เป็นสำคัญเหมือนกัน ซึ่งอดีตผู้นำประเทศที่โดนคดีคอรัปชั่น ต่างประเทศก็มักจะนึกว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี อดีตผู้นำประเทศ ก็โดนคดีคอรัปชั่นให้เห็นอยู่บ่อยๆ ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อ มองว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งคุณทักษิณ พยายามโยงเรื่องปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 เข้ากับการที่ถูกดำเนินคดี ก็ทำให้ต่างประเทศคล้อยตามได้
"อย่างคุณทักษิณ ศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิด ถ้าใช้ระบบตำรวจสากลหรืออินเตอร์โปล ก็สามารถจับกุมตัวและส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้เลยหากทำกันจริงๆ แต่เนื่องจากคุณทักษิณเคยเป็นผู้นำประเทศ ประเทศต่างๆ จึงมักไม่ให้ความร่วมมือ"
อย่างไรก็ตาม "ทวีเกียรติ" ชี้ว่า หากทางประเทศไทยพยายามอธิบายให้ต่างประเทศเห็นภาพว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกดำเนินคดีในสมัยรัฐบาลเลือกตั้งและผู้พิพากษาก็เป็นข้าราชการประจำ เป็นผู้พิพากษาอาชีพทั้งนั้น ก็จะทำให้ต่างประเทศเข้าใจได้ว่า ไม่ใช่ศาลที่คณะปฏิวัติตั้งขึ้นหรือเลือกมา
และเขายังมองว่า ที่ผ่านมาทางประเทศไทยก็ให้เกียรติเพราะเคยเป็นผู้นำประเทศมาก่อน จึงไม่ได้ติดตามไล่ล่าตัว พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนผู้ร้ายฆ่าคนตายหนีคดี จึงค่อยๆ ทำ ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะค่อยๆ คิดได้เอง
แต่ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณกลับทำตัวเป็นข่าวอยู่เสมอ ซึ่งกระทบกระเทือนต่อรัฐบาลและบ้านเมืองอยู่เรื่อยๆ และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ในลักษณะนี้หนักขึ้นๆ ความที่เรารู้สึกว่าเขาเป็นผู้นำประเทศมาก่อนก็จะถูกลดลง และเมื่อลดลงประเด็นการติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ มารับโทษ ก็ถูกหยิบยกขึ้นมา
"ที่ผ่านมา การติดตามคุณทักษิณ ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีใครทำจริง แต่จะไปว่าไม่ได้และเรื่องนี้ต้องลงทุนสูง ต้องต่อสู้กันเยอะมาก อีกทั้งอำนาจรัฐ ก็ยังไม่เข้มแข็ง ขณะที่พรรคพวกของ "ทักษิณ" ก็มีอยู่เยอะ แทรกอยู่ในวงการต่างๆ อีกทั้งสภาพของรัฐบาลในขณะนี้ก็ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถสั่งได้ทุกคน มีคนฟังรัฐบาลบ้าง ลังเลบ้าง ไม่ฟังบ้าง ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ผมเชื่อว่าในสมัยรัฐบาลนี้ ไม่สามารถติดตามตัวคุณทักษิณ กลับมาดำเนินคดีได้"
"สรุปว่า โดยภาพรวม โอกาสที่จะได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน กลับมาดำเนินคดี เป็นไปได้ยากกว่ากรณี "ราเกซ" มาก เพราะมี "เงื่อนไข" มากกว่า ทั้งการมีสถานะเป็นอดีตผู้นำประเทศและไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน แม้ว่าตามกฎหมาย "ทักษิณ" และ "ราเกซ" เป็นผู้ต้องหาที่หนีคดีอาญาและเข้าข่ายส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนเหมือนกันก็ตาม"



