
อภิสิทธิ์ให้ค่ำมั่นพัฒนาชายแดนใต้
นายกฯ"อภิสิทธิ์ " ถกภาคเอกชน 5 จังหวัดชายแดนใต้ กำหนดทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจปลายด้านขวาน หนุนเร่งแก้ไขปัญหาความมั่นคง คู่ขนาน เสริม โปรเจกฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้อนุมัติซอฟโลนอุ้มผู้ประกอบการสกัดย้ายฐานหนี
เมื่อเวลา 12.20 น. วันนี้ (31ต.ค.) ที่โรงแรมบีพีแกรนด์ ทาวเวอร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางพบปะผู้นำองค์กรภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่5จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์พิเศษสร้างความเชื่อมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “ใต้พัฒนา ไทยเข้มแข็ง” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาลต่อแนวทางส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ภายใต้แผนพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนผู้นำองค์กรภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่5จังหวัด อาทิ ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม สมาคม/ชมรมธุรกิจการท่องเที่ยวนำเสนอแนวทาง และสิ่งที่ต้องการขอสนับสนุนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา
นายสมชาติ พิมพ์ธนพูนพร รองประธานสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยว จ.สงขลา และนายกสมาคมธุรกิจโรงแรม จ.สงขลา ในฐานะผู้แทนภาคเอกชนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวของอ.หาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวประสบภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากการท่องเที่ยวหาดใหญ่ ต้องพึ่งพิงชาวมาเลเซียเป็นหลัก เพราะคนไทยไม่กล้ามาเที่ยวเนื่องจากไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ นอกจากนี้การจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานราชการปัจจุบันได้หันไปใช้บริการในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนทำให้หาดใหญ่ซบเซาอย่างมากจึงขอให้รัฐช่วยกระตุ้นในเรื่องนี้
"อยากให้รัฐบาลเร่งรัดช่วยเหลือใน 3ประเด็นหลัก คือ 1.ปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะการสนับสนุนกล้องวงจรปิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านการท่องเที่ยวต่อความปลอดภัย 2.อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือซอร์ฟโลน เนื่องจากจะครบกำหนดการให้ความช่วยเหลือจากธปท.ในปีหน้า 3.กระตุ้นให้เกิดการประชุม สัมมนาในพื้นที่สงขลาและอำเภอหาดใหญ่ เพื่อสร้างรายได้ให้กับพื้นที่" นายสมชาติ กล่าว
ด้านนายวิรัช อัศวสุขสันต์ ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา กล่าวว่า ภาคเอกชนในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ประชุมและสรุปแนวทางที่จะเสนอรัฐบาล6ประเด็นซึ่งจะแบ่งเป็นข้อเสนอจากยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยในฐานะตัวแทน จ.ยะลา ขอนำเสนอใน2ประเด็น คือ 1.มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน หรือซอร์ฟโลน ขอให้รับเร่งรัดการออกกฎระเบียบเพื่อให้ธนาคารออมสินสาขาพื้นที่ชายแดนภาคใต้สามารถปฏิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างรวดเร็ว
ประเด็นที่2ขอให้รัฐปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ เพื่อเป็นการการเพิ่มแรงจูงใจให้คนใน3จว.ไม่โยกย้ายออกไปนอกพื้นที่ เพราะหากปล่อยไว้จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างประชากรได้ในระยะเวลา5-10ปีนับจากนี้ ดังนั้นควรมีการแบ่งระดับสิทธิผลประโยชน์อย่างชัดเจนออกเป็นอย่างน้อย 3 ระดับ
"โดยสิทธิประโยชน์ระดับแรกเป็นสิทธิพิเศษสำหรับประชาชนในพื้นที่3จังหวัดคือยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เนื่องจากเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความรุนแรงโดยตรง ส่วนระดับที่2คือพื้นที่4อำเภอสงขลา ประกอบด้วย นาทวี เทพา จะนะ และสะบ้าย้อย และระดับที่สามคือจังหวัดสงขลา และสตูล ซึ่งแต่ละระดับจะต้องลดหลั่นในเรื่องสิทธิประโยชน์ตามเหมาะสม" นายวิรัช กล่าว
ด้านนายพงษ์ศักดิ์ ชุติเชาวน์กุล ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.นราธิวาส กล่าวต่อว่า สำหรับ จ.นราธิวาส นำเสนอ2ประเด็นคือ 1.ขอให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งระบบราง เนื่องจากในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ระบบนี้ความสำคัญอย่างมาก และหากได้รับการพัฒนาปรับปรุงจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้น
ประเด็นที่2 คือขอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พรบ.การบริหารราขการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เป็นเพียงพื้นที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ4อำเภอจังหวัดสงขลา เพราะพื้นที่3จังหวัดถือเป็นพื้นที่เหตุการณ์ความไม่สงบ ส่วน4อำเภอถือเป็นรอยต่อเนื่องและมีความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่เนื่องๆ นอกจากนี้ขอให้เพิ่มตัวแทนจากองค์กรเอกชนในพื้นที่ทั้งหอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรมจังหวัด โดยก่อนหน้านี้มีเพียงตัวแทนจากสภาหอการไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทยเท่านั้น
ด้านนายมงคลเกียรติ์ ก่อเกียรติ์พิทักษ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของปัตตานี 2ข้อคือ ขอให้มีการขุดลอกร่องน้ำปัตตานี เพื่อขยายโอกาสในการขนส่งสินค้าทางน้ำ และเร่งจัดทำเอ็มโอยูไทย-อินโดนีเซียด้านการประมง หลังจากประเทศอินโดนีเซียมีการออกกฎเกี่ยวกับการทำประทงของเรื่องต่างชาติ
ส่วน ดร.สุรชัย จิตภักดีบดินทร์ ประธานหอการค้า จ.สงขลา เสนอในที่ประชุม 5ข้อว่าด้วย 1.ขอให้รัฐมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่ชัดเจนและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง 2.ขอให้รัฐเร่งพิจารณาและดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันกับประเทศมาเลเซีย หลังจากประเทศเพื่อนบ้านได้ประกาศพัฒนาพื้นที่ตอนเหนือ4รัฐประกอบด้วยรัฐเปรัค เคดาห์ เปอร์ลิส และปีนัง ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคนี้
3.เรื่องเงินกู้ซอร์ฟโลน 4.ขอให้รัฐสนับสนุนหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนคอมเพล็กซ์ ซึ่งมีชอปปิงเซ็นเตอร์ และคาสิโนที่ถูกกฎหมายและ 5.ขอให้สนับสนุนโครงการตลาดน้ำคลองเตย ที่ อ.หาดใหญ่ด้วยงบประมาณ100ล้าน เพื่อเนรมิตรแหล่งท่องเที่ยวใหม่กลางเมืองหาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่
และนายสมชาย ตันติสกุล ปธ.หอการค้า จ.สตูล กล่าวต่อว่า ปัญหาการพัฒนาเมืองสตูลในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าชายเลน ทำให้การดำเนินการเกิดอุปสรรคไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหากรณีพิพาทกับอุทยาน จึงขอให้รัฐหาทางออกของปัญหาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาในอนาคต



