
ราเกซถึงไทยแล้วตร.คุมสอบเครียด
"ราเกซ"ถึงไทย ในสภาพคนป่วย ซูบผอม ต้องนั่งรถเข็น ผมขาวโพลน "อภิสิทธิ์" ลั่นไม่ปกป้องคนผิด สาวถึงนักการเมืองคนไหนก็ต้องจัดการ ด้านอัยการสูงสุดลุยฟ้องยักยอกบีบีซีกว่า 1,600 ล้านเร็วที่สุด พร้อมเร่งอีก 20 สำนวน ค่าเสียหายกว่าหมื่นล้าน
หลังจากศาลฎีกาแคนาดามีคำสั่งไม่อนุญาตให้นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี ฎีกาคัดค้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และรัฐมนตรียุติธรรมแคนาดา มีความเห็นให้ส่งตัวกลับดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์บีบีซี ล่าสุดได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว
นายรัฐพล ศิริบุญ ผู้สื่อข่าว "คม ชัด ลึก" ได้เดินทางไปเกาะติดการเดินทางกลับมาของนายราเกซ โดยไปปักหลักรอเจ้าหน้าที่ของไทยที่นำตัวนายราเกซจากแคนาดามาถึงสนามบินปักกิ่ง เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินเป็นสายการบินไทยกลับสู่ประเทศไทย และเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม นายรัฐพลรายงานข่าวผ่านสถานีโทรทัศน์เนชั่น แชนแนล จากสนามบินปักกิ่ง พร้อมส่งคลิปภาพนายราเกซขณะเดินทางโดยสายการบินแคนาดาเที่ยวบิน 7002 มาถึงสนามบินปักกิ่ง เวลา 14.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยนายราเกซนั่งบนรถเข็น ไม่ถูกสวมกุญแจมือ สภาพร่างกายซูบผอม ผมขาวโพลน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และพนักงานอัยการเดินทางมาด้วย
ถึงไทย 22.45 น. ช้ากว่ากำหนด 2 ชม.
จากนั้นเมื่อเวลา 22.45 น. เครื่องบินของสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 615 ได้เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยนายรัฐพล ผู้สื่อข่าว "คม ชัด ลึก" รายงานว่า สาเหตุที่เครื่องล่าช้าไปร่วม 2 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพอากาศที่ประเทศจีนไม่เอื้ออำนวยต่อการบิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเครื่องพร้อมออกเดินทาง เจ้าหน้าที่ได้เข็นรถนายราเกซขึ้นมาบนเครื่องบิน โดยจัดให้นั่งในที่นั่งหมายเลข 69 ซึ่งอยู่ตอนท้ายของเครื่อง โดยมีพนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งประกบ นายราเกซมีท่าทางนิ่งเฉย ระหว่างการเดินทางนายราเกซมีอาการเหม่อลอย งีบหลับในบางช่วง แต่เมื่อพนักงานบริการบนเครื่องนำอาหารมาให้ก็รับประทานตามปกติ
นั่งเหม่อ-ปิดปากเงียบ
"ระหว่างที่อยู่บนเครื่องได้พยายามจะขอสัมภาษณ์นายราเกซ แต่นายราเกซไม่พูด โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ไทยว่า ไม่ขอพูดกับสื่อมวลชน หรือให้ข้อมูลกับใคร จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กันผมออกมา พร้อมกับห้ามถ่ายภาพ" นายรัฐพล กล่าว
ทันทีที่เครื่องบินลงแตะสนามบิน เข้าเทียบท่าส่งผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ยังคงกันตัวนายราเกซไว้บนเครื่อง รอจนกว่าผู้โดยสารทั่วไปจะลงจากเครื่องทั้งหมด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำนายราเกซลงด้านหลังเครื่อง โดยมีรถมารอรับที่รันเวย์พร้อมกับรถเจ้าหน้าที่ตำรวจนำออกไปผ่านช่องทางพิเศษจากนั้นตำรวจได้เขียนบันทึกการจับกุมนายราเกซ โดยมีทนายความของนายราเกซ จำนวน2 คน เข้ามาพบนายราเกซ ภายในอาคารผู้โดยสาร ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวนายราเกซ ขึ้นรถ ไปสอบสวนที่กองปราบปราม
แพทย์ รพ.ตร.เตรียมตรวจ "ราเกซ"
ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม พล.ต.ต.นพ.อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ รองนายแพทย์ใหญ่ (สบ 7) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ ได้เดินทางมาที่กองบังคับการกองปราบปราม เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจร่างกายนายราเกซ โดยกล่าวว่า คณะแพทย์ได้เตรียมรถพยาบาล และอุปกรณ์ในการตรวจร่างกายไว้พร้อมแล้ว นอกจากนี้ได้ประสานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม และแพทย์เฉพาะทางด้านสมอง โรคหัวใจ โรคปอด และสาขาอื่นๆ ตามที่ได้รับรายงานว่านายราเกซมีอาการเจ็บป่วยด้านใด ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกส่งถึงตนโดยตรง เมื่อเดินทางมาถึงกองปราบปราม ทีมแพทย์ก็จะตรวจเพื่อประเมินอาการในเบื้องต้นได้ทันที
พล.ต.ต.นพ.อรรถพันธ์ กล่าวต่อว่า การวินิจฉัยอาการของโรคก็สามารถดำเนินการได้ทันที และโดยทั่วไปแล้วอาการของผู้ป่วยที่ไม่สามารถให้การได้นั้น คงจะเป็นอาการทางสมอง ส่วนโรคอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายส่งผลในการให้การของผู้ต้องหาได้ คือ อาการของโรคความดัน โรคเบาหวาน อย่างไรก็ดี อาการของโรคเหล่านี้แพทย์ใช้เวลาไม่นานก็ประเมินได้ว่าผู้ป่วยมีความพร้อมในการให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่หรือไม่ หรือควรจะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ส่วนกรณีหลังจากการส่งตัวไปดำเนินคดีในชั้นศาล และถูกคุมขังในเรือนจำนั้น ตามปกติเรือนจำต่างๆ ก็มีแพทย์ประจำอยู่แล้ว แต่หากผู้ต้องหาร้องขอจากตำรวจก็อาจมีการพิจารณาส่งแพทย์ไปดูแลได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการตรวจร่างกายของนายราเกซ ทีมแพทย์ได้ทำหนังสือยินยอมการตรวจร่างกาย และเปิดเผยผลตรวจให้นายราเกซได้เซ็นชื่อยินยอมไว้แล้ว ก่อนที่แพทย์ผู้ตรวจจะนำข้อมูลที่ได้รับมาเปิดเผยเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิจนอาจเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องในภายหลังได้
จัดห้องพิเศษวีไอพีรับ "ราเกซ"
พล.ต.ต.นพ.อรรถพันธ์ กล่าวว่า หากนายราเกซประสงค์ที่จะรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก็สามารถทำได้ เพราะเป็นสิทธิของผู้ป่วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน เพราะเขาอยู่ในฐานะผู้ต้องหา ขณะเดียวกันโรงพยาบาลตำรวจมีความพร้อมด้านการแพทย์ รวมถึงมีความสะดวกในการวางมาตรการรักษาความปลอดภัย
ส่วนการจัดห้องพิเศษซึ่งเป็นห้องวีไอพีนั้น พล.ต.ต.นพ.อรรถพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่น เพราะตามปกติห้องพิเศษวีไอพี ประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้ได้ ตึกนี้มีห้องพิเศษหลายห้อง ที่เตรียมห้องนี้ไว้เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย เพราะอยู่อาคารเดียวกับห้องฉุกเฉิน ตามกฎหากผู้ป่วยเข้ามานอกเวลาต้องเข้าห้องฉุกเฉินก่อน ขณะเดียวกันก็สะดวกในการวางกำลังรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ห้องนี้แค่เตรียมไว้ในเบื้องต้น หากสถานการณ์เปลี่ยนก็อาจจะพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ห้องอื่นได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ห้องวีไอพีดังกล่าวเป็นห้องขนาดใหญ่ อยู่ในหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ หรือ ฉก.13 ภายในแบ่งเป็นห้องรับแขก และห้องพักผู้ป่วย มีเครื่องอำนวยความสะดวก อาทิ เตาไมโครเวฟ ตู้เย็น โทรทัศน์ โซฟา โต๊ะรับประทานอาหาร ซึ่งทั้งชั้นเป็นห้องวีไอพีทั้งหมด
ย้ายเตียง"ราเกซ"ออกจากห้องขัง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. ได้เดินทางมาตรวจความพร้อมที่ บก.ป. ก่อนกล่าวว่า การสอบปากคำผู้ต้องหาต้องดูสภาพร่างกายของนายราเกซ แต่ตำรวจก็จะพยายามสอบปากคำให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้ เนื่องจากตำรวจมีอำนาจในการควบคุมตัวได้เพียง 48 ชั่วโมง และต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลฝากขังไม่เกินเวลา 12.00 น. วันที่ 31 ตุลาคมนี้
อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่กองปราบปราม โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ย้ายเตียงนอนของนายราเกซ ที่จัดไว้ออกจากห้องคุมขัง โดยนำมาจัดไว้ที่ห้องประชุมสุรสีหนาถ ซึ่งเดิมเตรียมไว้เป็นห้องสอบสวน ทั้งนี้คาดว่าเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คณะแพทย์ได้ตรวจอาการนายราเกซ พร้อมกับสอบปากคำไปในเวลาเดียวกัน
ถึงมือหมอก่อนสอบสวน
พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยระหว่างตรวจความพร้อมที่กองปราบปราม ว่า คาดว่านายราเกซจะเดินทางมาถึง บก.ป.ในเวลา 24.00 น. โดยทันทีที่มาถึงแพทย์จาก โรงพยาบาลตำรวจจะตรวจสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ว่านายราเกซจะสามารถให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนได้หรือไม่ หากแพทย์ลงความเห็นว่าสุขภาพร่างกายของนายราเกซเป็นปกติดี ก็จะสอบปากคำให้เสร็จสิ้นภายในคืนวันที่ 30 ตุลาคม จากนั้นเวลา 09.00 น. วันที่ 31 ตุลาคม จะควบคุมตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง และหากกระบวนการฝากขังเรียบร้อยก็จะถือว่ากระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเสร็จสิ้น
พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสุขภาพนายราเกซเบื้องต้นที่สนามบินกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แพทย์ระบุว่านายราเกซไม่ได้มีปัญหาสุขภาพใดๆ อย่างไรก็ตาม คงจะมีการตรวจร่างกายนายราเกซอีกครั้งที่ บก.ป. และแพทย์จะวินิจฉัยเพื่อลงความเห็นเป็นครั้งสุดท้ายว่าจะสอบปากคำได้ทันทีหรือไม่
อสส.เตรียมฟ้องราเกซเร็วที่สุด
ส่วนที่ห้องประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคณะกรรมการอัยการ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และคณะอัยการ ร่วมกันแถลงข่าวรายละเอียดการดำเนินคดีนายราเกซว่า คดีนี้อัยการเริ่มติดตามตัวนายราเกซมาตั้งแต่ปี 2539 โดยมีการกล่าวหาว่านายราเกซร่วมกับนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีต กก.ผจก.บีบีซี อนุมัติเงินกู้ให้บริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 1,657 ล้านบาท โดยทุจริต เกินอำนาจหน้าที่และไม่มีการประเมินราคาหลักประกันอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องนายราเกซแล้ว ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 353, 354 และฐานร่วมกับกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล เบียดบังทรัพย์ช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่กรรมการผู้จัดการเบียดบังทรัพย์นั้นไป อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307-309, 311, 313 และ 315 โดยอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจฯ พร้อมยื่นฟ้องคดีได้ทันทีหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำนายราเกซแล้วเสร็จตามกระบวนการทางกฎหมาย และมั่นใจว่าจะยื่นฟ้องได้ก่อนคดีหมดอายุความในวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 อย่างแน่นอน ขณะที่เมื่อฟ้องคดีแล้ว ก็จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการสืบพยาน ส่วนจะคัดค้านการขอประกันตัวของนายราเกซในชั้นพิจารณาของศาล อัยการจะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย
อีก 20 สำนวนเสียหายหมื่นล้าน
นายจุลสิงห์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้นายราเกซยังตกเป็นผู้ต้องหาความผิดลักษณะเดียวกันอีก 20 สำนวน ความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งอัยการมีคำสั่งฟ้องและยื่นฟ้องผู้ต้องหาอื่นต่อศาลไปแล้วทุกคดี โดยในส่วนของนายราเกซอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารเพื่อดำเนินการยื่นฟ้องต่อไป ขณะเดียวกันตนในฐานะอัยการสูงสุด จะทำหนังสือแจ้งต่อทางการแคนาดาอีกครั้งว่านายราเกซจะต้องถูกดำเนินคดีทุจริตปล่อยกู้ในลักษณะเดียวกันให้บริษัทในเครือของตัวเองอีก 20 สำนวน เนื่องจากการยื่นคำร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน อัยการระบุถึงคดีของบริษัทซิตี้เทรดดิ้งเป็นหลัก และใช้คำว่าคดีอื่นๆ แนบท้ายในคำร้อง ดังนั้นจึงต้องชี้แจงให้ทางการแคนาดาเข้าใจเพื่อให้การดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นไปตามข้อตกลงในสนธิสัญญา
อัยการสูงสุด กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ศาลฎีกาแคนาดามีคำสั่งยกฎีกาของนายราเกซเมื่อคืนวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้โทรศัพท์สอบถามไปยังนายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะที่เดินทางไปรับตัวนายราเกซ ทราบว่านายราเกซให้ความร่วมมือด้วยดี ไม่มีท่าทีขัดขืน ซึ่งการนำตัวมาไม่ได้ใส่กุญแจมือ ขณะที่นายราเกซก็มีปัญหาสุขภาพต้องมีคนช่วยประคองเดิน โดยเมื่อรับตัวนายราเกซกลับมาแล้ว ก็จะต้องดูแลเรื่องสุขภาพด้วย
ล่าสมบัติราเกซ 20 ล้านดอลลาร์
นายจุลสิงห์ กล่าวว่า การได้ตัวนายราเกซมาแม้จะช้าไปบ้าง แต่ขอขอบคุณหน่วยงานที่มีส่วนช่วยเหลือ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัทการบินไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้เสียหาย รวมทั้งศาลแคนาดาและอัยการฝ่ายต่างประเทศ ซึ่งการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของนายราเกซใช้เวลานานถึง 13 ปี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 จนถึงวันนี้จึงได้ตัวกลับมา
“ในส่วนของทรัพย์สินของนายราเกซที่เหลืออยู่ ทั้งในหมู่เกาะเกิร์นซีย์ ประเทศอังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัยการก็จะติดตามนำทรัพย์ดังกล่าวคืนมาต่อไป ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร” อัยการสูงสุด กล่าว
นายเศกสรรค์ กล่าวเสริมว่า ในส่วนของคดีทุจริตปล่อยเงินกู้ที่นายราเกซตกเป็นผู้ต้องหาอีก 20 สำนวน ก็ใกล้จะหมดอายุความ 15 ปีเช่นกัน ขณะนี้อัยการกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมยื่นฟ้องต่อไป หลังจากฟ้องคดีบริษัทซิตี้เทรดดิ้งเป็นสำนวนแรกก่อน
นายกฯ ลั่นจัดการนักการเมือง
เมื่อเวลา 13.30 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงคดีนายราเกซว่า เรื่องคดีก็ต้องเดินหน้าไปตามอำนาจหน้าที่ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ว่ากันไปตามกระบวนการข้อกฎหมายไม่มีอย่างอื่น เมื่อมีการขอตัวกลับมาแล้ว ก็ต้องเอาตัวมาดำเนินการ ส่วนจะใช้โอกาสนี้เชื่อมโยงไปถึงคนที่ทำให้บีบีซีล้มหรือไม่นั้น ทั้งหมดจะต้องเดินหน้า เมื่อทำคดีแล้วจะต้องมีการขยายผล
ในส่วนของนักการเมืองกลุ่ม 16 ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่พรรคประชาธิปัตย์เคยอภิปรายไว้ จะใช้เป็นข้อมูลตรงนี้หรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของคดีจะมีการดำเนินการ เพราะข้อมูลก็มีอยู่แล้ว ทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับการดำเนินคดี ส่วนใครจะมีบทบาทอย่างไรในรัฐบาลเวลานี้ ก็ต้องดูตามข้อเท็จจริง
“แนวทางการสืบสวนสอบสวนจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการเอง รัฐบาลคงไม่ชี้นำคดี เพราะถ้าชี้นำก็จะกลายเป็นว่าไปแกล้งคนนั้นคนนี้ ผมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแกล้ง ไม่มีช่วยใครทั้งนั้น เกี่ยวพันกับใครก็ต้องโดนทั้งนั้น” นายกฯ กล่าว
ส่วนที่มีความพยายามของนักการเมืองที่อ้างว่าได้มีการประนอมหนี้แล้ว จะรับผิดชอบเฉพาะบางส่วนนั้น นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่จะชี้ ส่วนเรื่องปั่นหุ้นให้มีการดำเนินการ คือมีเบาะแสอย่างไรก็ให้ดำเนินการเพื่อที่จะได้ความชัดเจนและมีการขยายผล
ชทพ.จี้จัดการนักการเมืองเอี่ยว
ส่วนที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การส่งตัวนายราเกซกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยนั้น ต้นเรื่องที่สั่งการในเรื่องนี้คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ดังนั้นจึงขอเรียกร้องอัยการสูงสุดและผู้ที่เกี่ยวข้อง ค้นหาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี เนื่องจากคดีดังกล่าวมีผู้เกี่ยวข้องหลายคน โดยเฉพาะที่มีเสียงลือว่ามีนักการเมืองหลายคนเกี่ยวข้อง ดังนั้นเมื่อตัวละครสำคัญที่เกี่ยวกับคดีนี้ถูกส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย จึงขอให้รัฐบาลและกระบวนการยุติธรรมดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพราะสังคมรอดูว่านายราเกซจะเป็นผู้ต้องหาคนสุดท้าย หรือเป็นคนแรกที่มีผู้ต้องหาคนอื่นอีก
"สุเทพ" ยันไม่ใช้ราเกซต่อรอง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเบื้องหลังคดีของนายราเกซนั้นมีนักการเมืองกลุ่ม 16 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยว่า สืบเนื่องมาจากที่ตนเคยอภิปรายในสภา กรณีที่มีการทุจริตและฉ้อโกงบีบีซี ซึ่งได้ทำหน้าที่ในสภาขณะนั้นเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว และขณะนั้นนายราเกซได้ให้ทนายความยื่นฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากตนจำนวน 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อตนนำหลักฐานที่ใช้อภิปรายในสภามาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดี นายราเกซได้หนีออกนอกประเทศ ดังนั้นเมื่อนายราเกซถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย จึงไม่ใช่หน้าที่ของตนแล้ว
ส่วนข้อสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจยกกรณีนายราเกซไปต่อรองกับกลุ่ม 16 เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ไปต่อรองเรื่องผลประโยชน์กับใคร เรื่องนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น ที่ต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ในสภาที่เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว ส่วนจะนำเงินที่นายราเกซยักยอกไปกลับคืนมาได้หรือไม่ ต้องว่าไปตามกฎหมาย ที่จริงผู้เสียหายคือบีบีซี ลูกค้า และผู้ถือหุ้นของธนาคาร
สาวถึงใครก็ว่าตามกฎหมาย
นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่มีนักการเมืองที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนว่า อย่าไปกังวลใจ ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ไม่หนักใจอะไร ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย เมื่อมีหลักฐานเกี่ยวพันกับใครก็ว่ากันไป แต่ถ้าไม่มีก็จบ ทุกอย่างใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย คดีนี้มีคนผิดหลายคน บางคนก็ถูกพิพากษาไปแล้ว และรัฐบาลจะไม่ใช้อำนาจช่วยเหลือใครในเรื่องที่ผิดกฎหมาย
ผู้สื่อขาวถามว่าบุคคลที่นายสุเทพเคยอภิปรายเมื่อ 19 ปีก่อนและเกี่ยวข้องกับคดีนี้ เคยโทรศัพท์มาพูดคุยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่มีอารมณ์ ความรู้สึกกับบุคคลเหล่านั้น ไม่ได้โกรธเคือง หรือเคียดแค้น และเมื่ออภิปรายไปแล้วทำให้บุคคลเหล่านั้นถูกดำเนินคดี ตนก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับบุคคลเหล่านั้นอีก เพราะถือว่าทำหน้าที่ในสภา ส่วนที่นายราเกซระบุว่าจะแฉรายชื่อทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี ก็คิดว่าไม่กระทบอะไรต่อรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องของนายราเกซ หากแฉโดยมีเอกสารหลักฐาน เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินคดีต่อบุคคลที่นายราเกซแฉต่อไป แต่ถ้าไม่มีหลักฐานนายราเกซก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พูด
"ชวรัตน์"ไม่หวั่น"ราเกซ"แฉ
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายราเกซประกาศแฉนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตบีบีซี ว่าไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะเรื่องเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเล่นการเมืองด้วยซ้ำ จึงไม่มีความเห็น ส่วนจะส่งผลกระทบต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่เป็นกลุ่ม 16 เดิมหรือไม่นั้น ต้องรอดูข้อมูลที่เขาจะแฉก่อน การจะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน นายราเกซก็ต้องเอาหลักฐานมาแสดงว่าเกี่ยวข้องกับใคร หากไม่มีหลักฐานตามสามัญสำนึกก็อาจจะต้องฟ้องกลับหากเป็นเรื่องไม่จริง
ส่วนกรณีที่นายราเกซอาจกล่าวหากลุ่ม 16 อยู่เบื้องหลังการทุจริตบีบีซีนั้น นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่มีความเห็น และไม่ได้มองว่าจะโยงเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง ดังนั้นจึงไม่น่ามีผลกระทบอะไรต่อพรรคภูมิใจไทย เพราะการกลับมาของนายราเกซ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีความผิดคดีฉ้อโกง



