ข่าว

เหยื่อแชร์กาแฟแคชแบ็คโดนตุ๋น 30 ล้าน

เหยื่อแชร์กาแฟแคชแบ็คโดนตุ๋น 30 ล้าน

02 พ.ย. 2561

เหยื่อกาแฟแคชแบ็ค ร้องดีเอสไอ ถูกตุ๋นร่วมลงทุนเสียหาย ม 30 ล้านบาท ระบุหลงเชื่อร่วมทุน เพราะคนร้ายใช้ชื่อดีเอสไอ-ปปง. สร้างความน่าเชื่อถือ

 

               2 พฤศจิกายน 2561 นายสมพงษ์ วงศ์คำจันทร์ นักจัดรายการวิทยุ คลื่นกองพล ปตอ. นำผู้เสียหายกว่า 40 ราย ถูกหลอกให้ร่วมทุนกับบริษัท กาแฟ แคชแบ็ค จำกัด เข้าร้องทุกข์กับพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ

 

 

              ทั้งนี้เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำกิจการของบริษัทดังกล่าวว่าเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ เนื่องจากมีการชักชวนและระดมทุนให้ร่วมจำหน่ายกาแฟสำเร็จรูป โดยอ้างจะให้ผลตอบแทนทุก ๆ 15 วันตามขั้นบันไดของจำนวนเงินลงทุน ทำให้มีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนทั่วประเทศถึง 84,000 รหัส หรือ 84,000 ราย และส่วนใหญ่ลงทุนในระดับ 10,000 – 1,000,000 บาท นอกจากนี้ในการแถลงข่าวเปิดตัวธุรกิจของบริษัท ซึ่งจากการฟังแถลงข่าวและได้รับข้อมูลว่าบริษัทกาแฟมีผู้สนับสนุนเป็นหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ทั้ง ปปง. ดีเอสไอ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและน่าร่วมลงทุน จึงทำข้อมูลมาประชาสัมพันธ์ในรายการวิทยุ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่รัฐบาลจะคืนความสุขให้ประชาชน ทำให้แฟนรายการโทรมาสอบถามรายละเอียด ตนจึงให้ติดต่อไปที่บริษัทโดยตรง

 

           นายสมพงษ์ กล่าวว่า หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนประชาชนที่ร่วมลงทุนกับบริษัทได้ทราบข่าวว่าดีเอสไอออกมาปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่นำชื่อหน่วยงานรัฐไปแอบอ้าง บางรายโทรศัพท์มาร้องไห้ เพราะร่วมลงทุนไปแล้ว ตนก็เกรงว่าจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เพราะไม่ได้รับค่าโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ก็เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงขอให้ผู้เสียหายมารวมตัวกันเพื่อเข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ ทั้งนี้ พบว่ามีผู้เสียหายทั่วประเทศทั้งที่แจ้งความประสงค์จะเขียนคำร้องด้วยตัวเอง และมอบอำนาจให้ตัวแทนมาร้องเรียนแทน โดยการประเมินความเสียหายเบื้องต้นน่าจะสูงถึง 30 ล้านบาท


            นายสัมฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) อดีตข้าราชการเกษียณ กล่าวว่า ตนเพิ่งเกษียณอายุราชการ ไม่เคยคิดร่วมลงทุนอะไร จนกระทั่งเห็นการแถลงข่าวเปิดตัวธุรกิจในทีวี และอยู่ระหว่างการระดมทุนเพื่อรองรับกลุ่มเออีซี โดยมีหน่วยงานของรัฐรับประกัน การที่มีชื่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น กระทรวงพาณิชย์, ปปง., DSI และกรมสรรพากร รับรองเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ มั่นใจว่าธุรกิจนี้ไม่ได้หลอกลวงแน่นอน ไม่เช่นนั้นหน่วยงานรัฐคงไม่ให้นำชื่อมาใช้ชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนตนจึงร่วมลงทุนครั้งแรกจำนวน 5 หมื่นบาท และได้เงินปันผลคืน 55,000 บาท จึงเชื่อว่าธุรกิจตัวนี้ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่

 

เหยื่อแชร์กาแฟแคชแบ็คโดนตุ๋น 30 ล้าน

 

            ดังนั้น ในรอบที่ 2 ได้ตัดสินใจนำเงินมาลงทุนเพิ่มอีก 5 หมื่นบาท พร้อมชักชวนเพื่อนที่เกษียณมาร่วมลงทุนด้วย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏเมื่อดีเอสไอออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว และมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่บริษัทได้ ก่อนทราบว่าบริษัทปิดกิจการหลบหนีไป จึงเชื่อว่าน่าจะถูกโกง จึงมาร้องทุกข์กับดีเอสไอให้ช่วยดำเนินคดีนำคนผิดมาลงโทษให้ได้    

 

             น.ส.ชริตา (สงวนนามสกุล) ข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ชุมพร กล่าวว่า ตนเห็นการแถลงข่าวเปิดตัวธุรกิจกาแฟจากรายการทีวีกระแสหลักช่องหนึ่ง ครั้งแรกแม่ข่ายในพื้นที่ได้อธิบายแผนการทำธุรกิจให้ฟังเห็นว่ามีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง และบริษัทกำลังขยายตลาดเพื่อรองรับประเทศอาเซียน โดยจะลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต พร้อมระบุว่าธุรกิจได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานในชื่อดีเอสไอ ทำให้ตนซึ่งไม่เคยสนใจการทำธุรกิจใดๆ มาก่อนตัดสินใจนำเงินเก็บจำนวน 1 หมื่นบาทมาร่วมลงทุนครั้งแรกได้กาแฟกลับมา พร้อมกับเงินปันผลจำนวน 174 บาท ซึ่งบริษัทแจ้งว่าตนลงทุนน้อย จึงได้ปันผลน้อย อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนที่ตนลงทุนมีจำนวนน้อยแต่ก็ยอมลางานเพื่อมาร้องทุกข์กับดีเอสไอ เพราะไม่อยากให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อแก็งลวงโลก และอยากให้นำตัวคนผิดมาดำเนินคดีให้ได้

 

            ขณะที่พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกกรมสอบสวนตดีพิเศษ กล่าวว่า ทราบจากกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหนึ่งว่าได้แจ้งความเรื่องดังกล่าวกับสถานีตำรวจในพื้นที่ไว้แล้ว ในส่วนที่มาร้องทุกข์กับดีเอสไอ หลังรับเรื่องแล้วจะพิจารณาดูว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจสอบสวนของดีเอสไอหรือไม่ เนื่องจากคดีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมากกระจายในหลายพื้นที่และมีท้องที่รับผิดชอบอยู่แล้ว หากตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษจะเสนอให้พ.ต.อ.ไพสิฐ พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ส่วนการที่บริษัทกาแฟ แคชแบ็ค แอบอ้างชื่อของดีเอสไอแสวงหาผลประโยชน์นั้น ขณะนี้ได้มอบหมายให้กองกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทและละเมิดทางแพ่งหรือไม่ หรือผิดข้อกฎหมายอื่นหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ดีเอสไอ ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับการแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทกาแฟ แคชแบ็ค จำกัด ที่ข้อความพื้นหลังประกอบการแถลงข่าวมีใจความว่าจับมือกับหน่วยงานสำคัญของชาวไทย ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์, ปปง., DSI และกรมสรรพากร เผยแพร่ไปตามสื่อสาธารณะต่าง ๆ โดยระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนในการดำเนินธุรกิจของเอกชนแต่อย่างใด และได้มอบหมายให้กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ตรวจสอบรายละเอียดการดำเนินธุรกิจว่าเป็นการประกอบธุรกิจแบบขายตรงหรือตลาดแบบตรง หรือต้องอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของกฎหมายใด และดำเนินการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พร้อมมอบหมายให้กองกฎหมายไปพิจารณา หากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับความเสียหายก็จะให้ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อไป