
อภิสิทธิ์เผยปัญหามาบตาพุดใกล้ยุติลั่นทำตามศาล
"นายกฯ"เผยปัญหามาบตาพุดใกล้ได้ข้อยุติ ระบุบรรยากาศกับตัวแทนชุมชนเป็นไปด้วยดี ลั่นพร้อมดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองที่จะออกมาในวันที่ 2 พ.ย.นี้
(30ต.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น.30 ต.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีวาระสำคัญคือการหารือเรื่องการแก้ปัญหาโครงการมาบตาพุดที่ศาลปกครองกลางมี สั่งคุ้มครอง ว่า เมื่อเช้าวันนี้ ( 30 ต.ค.) ได้พบกับแกนนำที่มาชุมนุมจาก จ.ระยองด้วย การแก้ปัญหามาบตาพุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้เห็นชอบแนวปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง โดยจะทำเป็นประกาศออกมา ที่จะมีความชัดเจนตั้งแต่การพิจารณาว่าโครงการใดบ้างที่จะเข้าข่ายมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ 4 ช่อง ทางคือ 1. เป็นประกาศของกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ 2. เป็นพื้นที่ๆมีความอ่อนไหวและโครงการนั้นจะกระทบกับความอ่อนไหวในพื้นที่ 3. เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามายังคณะอนุกรรมารว่าโครงการใดจะมีผลกระทบอย่างรุนแรง และ 4. โครงการใดที่ดำเนินการไปแล้วมีผลกระทบจริง ก็สามารถจะย้อนกลับมาสู่กระบวนการนี้ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการเห็นชอบหลักในการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบต่อสุขภาพ (เอชไอเอ) ซึ่งจะใช้แนวทางเหมือนกับที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเห็นชอบ โดยจะมีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกระบวนการนี้จะดำเนินการเจาะจงไปเรื่องสิ่งแวดล้อมมากกว่าระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจ ทั้งตัวแทนองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพ กับผู้แทนสถาบันการศึกษา เข้ามาเป็นกรรมการอิสระที่จะสามารถรับรายงานของผู้ชำนาญการรับรายงานไป พิจารณาก่อนส่งความเห็นกลับมาให้หน่วยงานที่ตัดสินใจได้
“ดังนั้นกระบวนการตามรัญฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายลูกรองรับ ตอนนี้ก็มีความชัดเจนแล้วว่าจะออกเป็นประกาศเร็วๆนี้ ส่วนการแก้ปัญหาอื่นๆ คือ 1. การเยียวยาคนในพื้นที่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯจะเป็นผู้จัดทำแผน 2. แผนที่ จะต้องประกาศในเขตควบคุมมลพิษก็ส่งมาถึงมือผมแล้ว ” นายอภิสิทธิ์ กล่าวและว่า
สุดท้าย ตนจะให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยมีตัวแทนจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องมาช่วยดูว่าจะมีอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่าโครงการต่างๆจะไม่มีผลกระทบ และติดตามตรวจสอบเรื่องผลกระทบด้วย ส่วนการศึกษาภาพรวมโครงการต่างๆในพื้นที่มาบตาพุด ตนก็จะเร่งรัดให้หารือในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง กระบวนการทั้งหมดนี้น่าจะสามารถหาคำตอบให้กับปัญหาต่างๆได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการทำงานจากคณะกรรมการที่ให้มีตัวแทนจากคน 4 กลุ่ม จะให้เวลาในการทำงานแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนออยู่ แต่คงไม่อยากให้ใช้เวลายาวเกินไป เพราะจะมีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องรีบหาข้อยุติ และต้องไม่สั้นเกินไปเพราะจะทำให้คณะกรรมการทำงานลำบาก
เมื่อถามว่าใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินว่าโครงการใดจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าโครงการทั้ง 76 โครงการ ในพื้นที่มาบตาพุดผ่านอีไอเอมแล้ว และพบว่าไม่มีผลกระทบอย่างรุนแรง แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจจึงอยากให้ผู้ที่ห่วงใยมาดูได้เลยว่าใน 76 โครงการ มีโครงการไหนที่คิดว่ามีปัญหา มีปัญหาในเรื่องใด และสามารถทำอะไรได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบจริงๆ
เมื่อถามว่าขณะนี้บางโครงการยังไม่ยุติการดำเนินการ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการต่างๆเท่าที่ตนตรวจสอบยังไม่ได้ประกอบกิจการ แค่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ดังนั้นหากจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมก็สามารถที่จะยืดหยุ่นได้ นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้ประสานไปยังผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการ ทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะเข้ามาร่วมกระบวนการเพื่อสร้างความมั่นใจ
ส่วนจะหมายความว่าการก่อสร้างก็ยังเดินหน้าต่อไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การก่อสร้างเป็นการตัดสินใจของเอกชน แต่การประกอบการคงทำไม่ได้ ส่วนการระงับโครงการยังขอความชัดเจนกันอยู่ว่า หมายถึงการก่อสร้างหรือไม่อย่างไร แค่ไหน เมื่อถามว่าตัวแทนชาวบ้านที่มาพบมีความพอใจแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่คุยกันก็เห็นตรงกันว่าน่าจะไปในแนวทางนี้ ส่วนเรื่องของศาลก็ว่าไป เพราะศาลได้นัดไต่สวนในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. โดยหากศาลตัดสินอย่างไรก็ต้องดำเนินการตามนั้น ซึ่งคิดว่าหากคุยกันแล้วเห็นตรงกันก็น่าจะทำความเข้าใจได้มากขึ้น
ขณะเดีญวกันเว็บไซต์www.thaigov.go.th รายงานว่า ตามที่นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2552 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้พิจารณาการดำเนินงานตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีมติเห็นชอบในหลักการการจัดทำร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือ กิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวด ล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 46 วรรคสองและมาตรา 51 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอความร่วมมือในการให้ความเห็น เบื้องต้นต่อร่างประกาศกระทรวงฯ ฉบับดังกล่าว และเห็นชอบในหลักการการจัดทำร่างคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
1.ร่างคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้าน คุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับโครงการหรือกิจการของภาครัฐด้าน...... .
2.ร่างคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้าน คุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติสำหรับโครงการหรือกิจการของภาคเอกชน ด้าน....
3.ร่างคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อร้องเรียนโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้ เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ธรรมชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการปรับปรุงร่างประกาศฯ ข้างต้น ตามความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมเห็นชอบกับร่างประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในบรรยากาศโดยทั่วไป โดยกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง จะต้องไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (50 ?g/m3) และค่ามัชฌิมเลขคณิต (Arithmetic Mean) ในเวลา 1 ปี จะต้องไม่เกิน 0.025 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (25 ?g/m3) โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจัดทำประกาศฯ เสนอประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พิจารณาลงนาม ต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้โรงงาอุตสาหกรรมเคมีบางประเภทและบางขนาดเป็นแหล่งกำเนิดที่จะต้อง ถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย ซึ่งมีสาร 1,2-ไดคลอโรอีเทน และสารไวนิลคลอไรด์เจือปนออกสู่บรรยากาศ และ เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียซึ่งมีสาร 1,2-ไดคลอโรอีเทน และสารไวนิลคลอไรด์เจือปนจากโรงงานอุตสาหกรรมเคมี โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จัดทำประกาศกระทรวงฯ เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาลงนาม ต่อไป
ที่ประชุมยังเห็นชอบให้กำหนด มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน ตามความในมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และเห็นชอบให้ระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูก ควบคุมการระบายน้ำทิ้ง ตามความในมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
ตลอดจนเห็นชอบกับร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน และร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้ระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบ คุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม ตามความเห็นของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ในการประชุมครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จัดทำประกาศกระทรวงฯ เสนอรมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาลงนามต่อไป



