
โกง 1.1 ล้านล้าน เร่งแก้กม.ให้หัวหน้าหน่วยร่วมรับผิด
คณะกก.ปฎิรูปประเทศ-ป.ป.ท.ดันร่างกม.ต้านทุจริตเอาผิดวินัย-อาญา"ผู้บริหาร-บังคับหน่วย"ปล่อยลูกน้องทุจริต พบความผิดทางแพ่งต้องร่วมชดใช้. คาดเสร็จทันรัฐบาลคสช.
สำนักงานสภาที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ - 30 ต.ค.61 พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ กรรมการปฎิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และพ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท) แถลงผลการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2551ว่ า ในแต่ละปีประเทศได้รับความเสียหายจากปัญหาการทุจริตที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ในภาครัฐมูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาท
จึงเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องนำหลักการที่จำเป็นและสำคัญในการป้องกันปัญหาการทำทุจริตและประพฤติมิชอบตามคำสั่ง คสช.ที่ 69/2557 มาบัญญัติไว้ โดยสาระสำคัญที่เพิ่มเติม คือ ให้หัวหน้าหน่วยงาน หรือผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดทั้งทางวินัยและอาญา รวมทั้งความเสียหายทางเพ่ง หากปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงานไปกระทำการทุจริตทั้งในหน่วยหรือนอกหน่วย การใช้อำนาจของรัฐที่ไม่เป็นธรรม หรือมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ และหากหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาในหน่วยของรัฐละเลยต่อการปฎิบัติหน้าที่ย่อมเป็นเหตุให้ได้รับโทษทางวินัย อาญา และต้องร่วมรับผิดในความเสียหายทางเพ่งที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานราชการจากการกระทำความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)หรือคณะกรรมการฯป.ป.ท.มีอำนาจในการตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้
พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในฝ่ายบริหารและกำหนดหลักเกณฑ์ใช้บังคับหน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหาร เพื่อกำหนดมาตรการลดควาเมสี่ยงต่อการกระทำทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพัฒนาระบบตรวจสอบภายใน กำหนดมาตรการป้องกันความความเสี่ยงในการบริหารงานที่อาจจะทำการทุจริตฯลฯ อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ข้อยุติจากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเสนอเข้าครม.เพื่อให้พิจารณาให้ความเห็นชอบและให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตรวจสอบภายใน 2 เดือนหรือ 60 วัน และส่งกลับมาที่สนช.ให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง จึงจะประกาศใช้ต่อไป เชื่อว่าร่างกฎหมายนี้จะทำได้เร็วและเสร็จทันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่ได้มีการยกร่างกฎหมายใหม่ แต่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.เดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อเป็นการเสริมการตรวจสอบปัญหาการทุจริตให้มีความกระชับและรวดเร็วขึ้น



