
ดูหมิ่นให้ร้ายศาสดามูฮัมหมัดไม่ใช่เสรีภาพแสดงความเห็น
ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (อีซีเอชอาร์) ชี้การดูหมิ่นศาสดาศาสนาอิสลาม ไม่เข้าข่ายเสรีภาพแสดงความเห็น
คำตัดสินของศาลสิทธิมนุษยชนมาจากกรณีสตรีชาวออสเตรียคนหนึ่ง จัดสัมมนาหัวข้อ ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับอิสลามเมื่อปี 2552 ระหว่างนั้น มีการแลกเปลี่ยนเรื่องการแต่งงานของนบีมูฮัมหมัดกับไอชา ลูกสาววัย 6 ขวบของเพื่อนสนิท โดยการอยู่กินฉันท์ภรรยาของทั้งสองเกิดขึ้นเมื่อตอนไอชาอายุ 9 ขวบ และนบีมูฮัมหมัด อายุ 53 ปี สตรีออสเตรเลียพูดระหว่างสัมมนาว่า ชายวัยกว่า 50 ปี กับเด็ก 6 ขวบ ถ้าไม่เรียกพวกใคร่เด็กแล้วจะให้เรียกอะไร
ศาลในกรุงเวียนนา ตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ว่าการพูดเป็นนัยว่าศาสดาศาสนาอิสลามมีแนวโน้มใคร่เด็ก ถือเป็นการดูหมิ่นใส่ร้ายศาสนา และปรับเงิน 480 ยูโร ศาลอุทธรณ์ยืนคำพิพากษา และศาลสูงไม่รับฎีกา เธอจึงยื่นคำร้องต่อศาสสิทธิมนุษยชนยุโรป โดยยืนยันว่าความเห็นของเธอ เป็นเสรีภาพแสดงความเห็น หรือ ฟรี สปีช และกลุ่มศาสนาต้องอดกลั้นได้กับเสียงวิจารณ์ เธออ้างด้วยว่าเจตนาของการเปรียบเทียบเพื่อจุดประเด็นถกเถียง ไม่ใช่เพื่อดูหมิ่นศาสดาอิสลาม
ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ซึ่งมีสำนักงานในเมืองสตราบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส มีคำตัดสินเมื่อวานนี้ ว่าศาลออสเตรียได้ชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ ระหว่างเสรีภาพแสดงความเห็นของผู้ร้อง กับสิทธิของผู้อื่นที่คิดว่าความรู้สึกของพวกเขาต้องได้รับการปกป้อง กับการรักษาความสงบราบรื่นทางศาสนาไว้ในประเทศซึ่งถือแป็นเป้าหมายอันชอบธรรม
อีซีเอชอาร์ ยอมรับว่าเสรีภาพทางศาสนา ไม่ใช่ข้อละเว้นจากการถูกวิจารณ์หรือการไม่ยอมรับศาสนาของพวกเขา แต่ศาลไม่พบว่าความเห็นของเธอ มีเจตนาเพื่อส่งเสริมการถกเถียงสาธารณะ ขาดปูมหลังประวัติศาสตร์ประกอบ และไม่เป็นกลาง เป็นความเห็นที่เข้าใจได้เพียงว่ามีความมุ่งหมายแสดงให้เห็นว่าศาสดามูฮัมหมัดไม่ควรค่าแก่เคารพ ศาลเสริมว่าความเห็นเช่นนั้นไม่ได้อิงบนข้อเท็จจริง และมีเจตนาให้ร้ายอิสลาม อาจก่อให้เกิดอคติและทำให้ความสงบสุขทางศาสนาตกอยู่ในความเสี่ยง จึงถือว่าไม่อยู่ในขอบเขตของเสรีภาพแสดงความเห็น



