
สถานทูตไทยร้อนฉ่าทัพกัมพูชาประชิดแดน
หลังจากที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี บินด่วนไปพบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ระส่ำกันไปหมด ทั้งไทย-กัมพูชา
แม้ว่าหัวข้อพูดคุยมี 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีปราสาทเขาพระวิหาร
2.เรื่องสิทธิการค้นหาขุดค้นบ่อน้ำมัน หรือแก๊สกลางทะเล
และ 3.ความสัมพันธ์ระหว่าง สมเด็จฮุน เซน กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม
ทำให้ประเด็นร้อนโดยเฉพาะเรื่องที่สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาป่าวประกาศสร้างคฤหาสน์ใกล้กับทะเลสาบไว้สำหรับต้อนรับ “เพื่อนเลิฟ” พำนักอาศัย
ถือเป็นการตบหน้ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โชว์แขกบ้านแขกเมืองบนเวทีอาเซียนบวก 6
ว่ากันว่าผลงานของ “บิ๊กจิ๋ว-พ.ต.ท.ทักษิณ" กระทำ สามารถกระตุกให้เกิด “สงครามขนาดเล็ก” ได้ โดยเฉพาะตัวของนายอภิสิทธิ์ กับสมเด็จฮุน เซน ที่ไม่ค่อยเต็มร้อยแม้ว่าหน้าฉากจะมีการจับไม้จับมือกัน
ปัญหาที่ตามคือความขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะปราสาทพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
แม้ว่าที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง จะมีการต่อสาย “เคลียร์” ทั้ง สมเด็จฮุน เซน และ พล.อ.เตีย บัน รมว.กลาโหม ก็ตาม
แต่ความตึงเครียดในพื้นที่ก็ไม่มีทีท่าลดน้อยลง เพราะ ณ เวลานี้ กองทัพกัมพูชาก็มีการเสริมกำลังเข้ามาประชิดชายแดนอย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้ทหารไทยได้รับการยืนยันจากการข่าว ขณะเดินทางไปพบ พล.ท.เจียร มอญ ผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 ของ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อแนะนำตัวและสร้างสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 กองทัพ
หากสำรวจกำลังกองทัพกัมพูชานำมาเสริมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร กัมพูชาจัดวางกำลังทหารหลักจำนวน 6 กองพลน้อย ได้แก่ กองพลน้อยรบพิเศษ 911 กองพลน้อยสนับสนุนที่ 1 กองพลน้อยสนับสนุนที่ 7 กองพลน้อยสนับสนุนที่ 8 กองพลน้อยสนับสนุนที่ 9 และกองพลน้อยสนับสนุนที่ 11
กองกำลังทหารกัมพูชา ยังมีการจัดวางกำลังบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นกำลังเฉพาะกิจ โดยมีการจัดกำลังทั้งหมด 3 หน่วยหลัก คือ กองกำลังทหารภูมิภาคทหารที่ 4 กองพลสนับสนุนที่ 3 และกองกำลังเพิ่มเติมจากกองบัญชาการทหารสูงสุด และกองบัญชาการกองทัพบก กองทัพแห่งชาติกัมพูชา
ทั้งนี้กองกำลังทหารของกัมพูชาที่ประกอบกำลังทางทหารเป็นหน่วยเฉพาะกิจทหารรัฐบาลกัมพูชา ประจำพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร โดยจัดตั้งที่ทำการกองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพแห่งชาติกัมพูชา เพื่อควบคุมหน่วยดำเนินกลยุทธ์ มีการวางกำลังในแต่ละพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน
ส่วนพื้นที่พลาญหิน แปดก้อน ถึงช่องอานม้า ที่กองกำลังทหารกัมพูชาเผชิญหน้ากับทหารไทยจากกองทัพภาคที่ 2 เป็นกำลังจากกองพลน้อยสนับสนุนที่ 8 และกองพลน้อยสนับสนุนที่ 11 โดยมีการจัดวางกำลังออกเป็น 2 แนว ปัจจุบันมีกำลังประมาณ 7 กองร้อยตามอัตราการจัดกำลังทางทหารของกัมพูชา
ขณะที่พื้นที่เขาพระวิหาร มีกองกำลังทหารกัมพูชาที่เผชิญหน้าเป็นกองกำลังจากกองพันตำรวจป้องกันชายแดนที่ 795 กองพลน้อยสนับสนุนที่ 7 และกองพลน้อยรบพิเศษที่ 911 ปัจจุบันมีการจัดกำลังประมาณ 6 กองร้อย
พื้นที่ ช่องตาเฒ่า-ปราสาทโดนตวล กัมพูชาได้จัดกำลังจากหน่วยป้องกันชายแดนที่ 404 วางกำลังเป็นจุดๆ ตรงข้ามการวางกำลังของฝ่ายทหารไทย ปัจจุบันมีกำลังประมาณ 3 กองร้อย จัดกำลังตามอัตราการจัดและกองร้อยรถถัง จากกองพลน้อยรักษาความปลอดภัยที่ 70 จำนวน 10 คัน บริเวณบ้านสวายจรุมของกัมพูชา
ส่วนพื้นที่ ซำแต จากช่องคำผกาจนถึงช่องโพย กำลังทหารกัมพูชาจากหน่วยทหารประจำจังหวัดพระวิหาร ปัจจุบันมีการจัดกำลังประมาณ 2 กองร้อย ตามอัตราการจัดและหมวดรถถังจากภูมิภาคที่ 4 จำนวน 3 คัน บริเวณฐานเบาะสะเบาของกัมพูชา
สำหรับหนทางการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชา คาดว่ายังดำเนินการอยู่ใน 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ยังคงตรึงกำลังอยู่ ณ ที่มั่นในแนววางกำลังปัจจุบัน
2.พยายามแทรกซึมด้วยกำลังขนาดเล็ก เพื่อเข้ายึด และควบคุมภูมิประเทศสำคัญ ตามแนวชายแดน
และ 3.ใช้กำลังเข้ารุก และยึดพื้นที่เป้าหมายสำคัญ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางยุทธวิธี และการต่อรองในอนาคต แม้ว่าที่ผ่านมากองกำลังทหารกัมพูชาจะมีการเคลื่อนย้ายกำลังออกบางส่วนบ้างแล้วก็ตาม
ถึงแม้กองกำลังของทั้งสองประเทศจะยันกันอยู่ แต่ในส่วนอื่นก็ยังคงวางใจไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ "เผาสถานทูตไทย" เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 ยังคงตราตรึงอยู่ในใจคนไทยไม่รู้ลืม
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด เมื่อ “ไทย-กัมพูชา” เกิดความระหองระแหงกัน ทางกัมพูชาก็จะใช้ช่องทางโดยเฉพาะ “ธุรกิจ” ในฝั่งกัมพูชามาเป็นเครื่องต่อรอง “สถานทูตไทย” จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ “รัฐบาลและกองทัพ” หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในอดีต
จึงมีการพูดคุยกันในลักษณะ “มุมเล็ก” ของเหล่าบรรดา ผบ.เหล่าทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณี “อุบัติเหตุทางการเมือง” เหมือนในอดีต
"ยามศึกเรารบ ยามสงบเราเตรียมพร้อม" นั่นอาจเป็นที่มาของคำสั่งจาก พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการก่อการร้ายฝึกซ้อมเพื่อพร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชม. ขณะที่แต่ละกองทัพก็มีการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์
หากจำเป็นเราอาจได้เห็นการอพยพคนไทยออกจากกัมพูชาอีกครั้ง !
ทีมข่าวความมั่นคง



