
ขยายปม-ทำเพื่อใคร ?
คำกล่าวอ้างของ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า การเดินทางไปพบ "สมเด็จฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ได้รับมอบหมายจาก "คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร" สร้างความงุนงงให้แก่ "คณะกรรมาธิการ" เป็นอย่
เพราะการแต่งตั้งบุคคลใดเข้ามาทำหน้าที่ที่ปรึกษา หรือตำแหน่งอื่นๆ ต้องมีการบรรจุเป็นวาระการประชุมและต้องเป็นที่รับรู้ของคณะกรรมาธิการ เพื่อมีหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมือง เนื่องจากการเดินทางไปในครั้งนี้เหมือนเป็นตัวแทนของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"
ย่อมมีนัยสำคัญ เนื่องจากหากไปในฐานะตัวแทนของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" จะเชื่อมโยงกับอำนาจ 3 ฝ่าย ที่ใช้ในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย คือ "ตุลาการ บริหาร และนิติบัญัติ"
หาก "บิ๊กจิ๋ว" ไปในฐานะตัวแทน "คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร" จริง ต้องรายงานต่อรัฐสภา มีการเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้ในการเดินทางเป็นลายลักษณ์อักษร
สถานะดังกล่าว "บิ๊กจิ๋ว" ได้หยิบยกมาเป็นข้ออ้าง หลังถูกโจมตีเมื่อกล่าวว่าไปพบ "ฮุน เซน" ในฐานะเพื่อนเก่าท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
แต่เมื่อ "บิ๊กจิ๋ว" เดินทางกลับประเทศก็พบว่า เนื้อหาที่ไปเจรจากับ "ฮุน เซน" ส่วนใหญ่กลับเป็นเรื่องของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี
และส่งผลต่อรัฐบาลที่ตกเป็น "ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ" ทำให้ "บิ๊กจิ๋ว" ถูกมองในแง่ลบ แทนที่จะเป็น "โซ่ข้อกลาง" สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดกับบ้านเมือง กลับยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองวิกฤติเพิ่มขึ้น
หลังจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ออกมาเตือน "บิ๊กจิ๋ว" ขอให้คิดและไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ
มีการมองกันว่า การออกมาให้สัมภาษณ์ของ "ป๋าเปรม" ในครั้งนั้น ดูดุดันเป็นกรณีพิเศษไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะกับ "เพื่อนรัก" ที่คบหากันมานานหลายปีที่ชื่อ "บิ๊กจิ๋ว"
หลายคนที่ติดตามใกล้ชิด "ป๋าเปรม-บิ๊กจิ๋ว" ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า ไม่มีอะไรมาตัดขาดความเป็นเพื่อนของบุคคลทั้งสองได้อย่างแน่นอน
จึงมีข่าวจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ "กลุ่มคนเสื้อแดง" เกิดข้อกังขา เมื่อ "บิ๊กจิ๋ว" มาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง เนื่องจากยังข้องใจความสัมพันธ์ของ "บิ๊กจิ๋ว" กับ "ป๋าเปรม"
กลัวว่า "บิ๊กจิ๋ว" จะเล่นบทตีสองหน้าเข้ามาเป็นไส้ศึก ยอมเป็นฝ่ายเจ็บสวมบท "โซ่ข้อกลาง" เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข!
แต่หากย้อนมองบริบททางการเมืองของ "บิ๊กจิ๋ว" ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะทำให้เชื่อใจได้หรือไม่ว่า "บิ๊กจิ๋ว" กำลังทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริงโดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
นับตั้งแต่ "บิ๊กจิ๋ว" ตั้งพรรคความหวังใหม่จนได้เป็น "นายกรัฐมนตรี" จากนั้นประกาศวางมือทางการเมืองและกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง โดยไปอยู่กับ "พรรคไทยรักไทย" ทำให้ "บิ๊กจิ๋ว" ถูกมองเป็นคนโลเลไม่มีจุดยืนทางการเมือง
ดังนั้น การที่ "บิ๊กจิ๋ว" กลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งในยามที่พรรคเพื่อไทยไร้ "ผู้นำ" ทำให้การกลับมาอีกครั้งของ "บิ๊กจิ๋ว" จึงมีนัย
ส่วนปัจจัยที่ใช้ในการเคลื่อนไหวไม่ต้องเอ่ยถึงก็พอจะคาดเดาถึงแหล่งที่มาได้ เมื่อผลประโยชน์และอำนาจถูกจัดวางอย่างลงตัวจึงหมดคำถาม!
ยังไม่นับรวมถึงกรณีมี "อดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10" สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย อีกประมาณ 49 คน แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีนายทหารคนไหนประสบความสำเร็จบนถนนการเมือง
การเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกวันนี้เพื่อต้องการ "โค่นล้มรัฐบาล" แต่พฤติกรรมที่ยกย่องมิตรประเทศ ปล่อยให้ใช้วาจา "ตบหน้าผู้นำ" เป็นพฤติกรรมของคนไทยที่รักชาติหรือไม่
ทุกวันนี้นักการเมืองเข้าใจคำว่า "ผลประโยชน์ของชาติ" และ "ความเป็นชาติ" อย่างไร คำกล่าวอ้างว่าทำ "เพื่อชาติ" คงต้องมาไล่เรียงกันใหม่จากพฤติกรรมที่ทำดูเหมือนจะสวนทาง
"คนเสื้อแดง" ที่อ้างเรียกร้องประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เคลื่อนไหวก็ทำเพื่อ "ทักษิณ" ขณะที่ "เสื้อเหลือง" อ้างรักชาติและสถาบัน โดยโจมตี "ทักษิณ" น่าแปลกที่คนทั้งสองกลุ่มลืมที่จะคิดถึงความรู้สึกของประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่ม
จากนี้ไปคงต้องดูการเคลื่อนไหวของ "บิ๊กจิ๋ว" ในการเดินสายพบผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน โดยดูว่ามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์อะไร แล้วใครได้ประโยชน์!



