ข่าว

ติงลดภาษีรถยนต์ต้องรอบคอบ
   กกร.ห่วงอุตฯ อื่นขอด้วย-ค่ายรถชี้อาจตกงานเพิ่ม

ติงลดภาษีรถยนต์ต้องรอบคอบ กกร.ห่วงอุตฯ อื่นขอด้วย-ค่ายรถชี้อาจตกงานเพิ่ม

03 มี.ค. 2552

กกร.ติงรัฐบาลรอบคอบพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตให้อุตสาหกรรมรถยนต์ ห่วงอาจมีผลกระทบตามมา จี้เร่งให้มีความชัดเจนโดยเร็ว เหตุคนชะลอซื้อรถรอหวังลดภาษี ด้านค่ายรถยนต์โอดรัฐไม่ช่วยคนอาจตกงานเพิ่ม อาจซ้ำรอยค่ายรถในสหรัฐ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าที่ประชุมได้หารือถึงข้อเสนอของ 4 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ก่อนที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอเรื่องต่อที่ประชุมครม.เศรษฐกิจพิจารณาในวันที่ 4 มีนาคมนี้ โดยกกร.เห็นด้วยในหลักการที่จะให้รัฐบาลช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ให้อยู่รอด เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ยอดขายรถยนต์ลดลงถึง 30-40% และกระทบต่อแรงงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวจำนวนกว่า 7 แสนคน
 อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่รัฐบาลพิจารณาจะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ลง 3% นั้น  กกร.เห็นว่า รัฐบาลควรทบทวนและพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงหรือไม่ ซึ่งในประเด็นปรับลดภาษีสรรพสามิตนั้น คิดว่าเป็นสิ่งที่รอได้ และยังไม่จำเป็นต้องนำมาตรการนี้ออกมาใช้ขณะนี้ และ กกร.เห็นว่าการช่วยเหลือไม่อาจดูแลเฉพาะอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งได้ โดยหากลดภาษีสรรพสามิตให้อุตสาหกรรมยานยนต์ จะทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ขอลดภาษีเช่นเดียวกัน
 "ธุรกิจยานยนต์ต้องการความชัดเจนว่า รัฐบาลจะลดภาษีสรรพสามิตหรือไม่ เพราะขณะนี้ประชาชนชะลอซื้อรถยนต์เพื่อรอความชัดเจนด้านภาษีอยู่ ขณะเดียวกันภาครัฐควรมีเงื่อนไขให้เอกชนมีส่วนร่วมช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย เช่น ลดราคารถยนต์ลง 4-5 หมื่นบาทต่อคัน  ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้คนซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นได้” นายประมนต์กล่าวและว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ ควรเน้นสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์ ด้านค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มากกว่า
 ด้านนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลยอมลดภาษี ผู้ประกอบการก็จะลดราคาขายลงคันละ 3-5 หมื่นบาท ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์เต็มที่ และคงทำใจได้หากรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเสนอในการลดภาษีสรรพสามิต 3% แต่รัฐบาลต้องจริงจังในการช่วยเหลือแรงงานที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกงานมากขึ้น เพราะทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ขณะนี้ มุ่งไปที่การลดกำลังผลิตและปลดแรงงาน ซึ่งผู้ประกอบการเข้าใจดีว่ารัฐบาลมีรายได้หลักจากภาษีสรรพสามิต
 "เกรงว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย จะเหมือนกับการฉายหนังซ้ำกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา จึงอยากให้รัฐบาลไทยกล้าเสี่ยงที่จะฝ่าวิกฤติ ก่อนที่วิกฤตินั้นจะมาถึงเมืองไทย ซึ่งที่ผ่านมาทุกอย่างในระบบการจำหน่ายรถยนต์หยุดชะงัก เพราะผู้บริโภคชะลอการซื้อรถจากข่าวการลดราคารถยนต์" นายศุภรัตน์กล่าว