ข่าว

 "ดร.จุฬาเก๊" เข้าเรือนจำ รอตัดสินคดี 4 ธ.ค.

"ดร.จุฬาเก๊" เข้าเรือนจำ รอตัดสินคดี 4 ธ.ค.

24 ต.ค. 2561

อัยการยื่นฟ้อง หลัง "สุรพศ วงษ์ชีพ" อ้างเป็น รศ.ดร.จุฬาฯ รับสารภาพทุกข้อหาฉ้อโกง-พรบ.คอมพ์ ศาลสั่งสืบประวัติประกอบการตัดสิน ขณะที่ไร้คนยื่นประกัน นอนเรือนจำยาว

 

          24 ต.ค.61 - ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พนักงานอัยการคดีศาลแขวง ได้นำ "นายสุรพศ วงษ์ชีพ" อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงอ้างเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระดับ รศ.ดร.สอนวิชาคอมพิวเตอร์ หลอกลวงหญิงสาวแต่งงาน มายื่นฟ้องคดีด้วยวาจาเป็นจำเลยต่อศาล

 

          หลังจากพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้นำส่งตัวนายสุรพศ ซึ่งให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 , ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยหลอกลวงฯ ซึ่งได้กระทำต่อบุคคล ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ มาตรา 14 วรรคท้าย และความผิดเกี่ยวกับการใส่ชุดครุยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยไม่มีสิทธิ 

 

          โดยหลังจากอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยแล้ว "นายสุรพศ" ก็ให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติทำรายงานการสืบเสาะและพินิจ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติ-ภูมิหลังอายุ อาชีพของจำเลย สภาพความผิดพฤติการณ์แห่งคดี และเหตุอันควรปรานี กรณีการเยียวยาผู้เสียหาย สรุปเป็นรายงานสืบเสาะและพินิจส่งศาลประกอบการพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งกำหนดฟังคำพิพากษาวันที่ 4 ธ.ค.นี้

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถูกยื่นฟ้องคดีแล้ว "นายสุรพศ" จำเลย ก็ไม่ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวในชั้นฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงควบคุมตัว "นายสุรพศ" ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างรอฟังคำพิพากษาต่อไป

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 14 (1) บัญัติไว้ว่าผู้ใดกระทำความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

         แต่ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้ทำให้คดีดังกล่าวจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลเเขวงได้.