
"เชลล์"รับวิกฤติมาเร็วและแรง ปีนี้เน้นลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี-ลดต้นทุน
การบริหารองค์กรภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจชะลอตัว นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะธุรกิจทางด้านพลังงานที่สถานการณ์มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา "คม ชัด ลึก" เปิดแนวคิด ซีอีโอ หญิงคนแรกของบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด พิศวรรณ อัชนะพรกุล ต่อการบริหารองค์กรแล
พิศวรรณกล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้มีผลกระทบทั่วโลก ไม่เฉพาะในประเทศไทยแห่งเดียว ซึ่งการที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสูง ทำให้มีผลกระทบทางอ้อมมากพอสมควร บริษัทจึงต้องดูแลตัวเองให้ดี โดยปกติการทำงานจะเน้นในเรื่องของระบบ เป็นทีมเวิร์ก และมีการวางแผนล่วงหน้า แต่สำหรับปีนี้สิ่งที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือ การบริหารต้นทุน และดูแลคู่ค้าให้ใกล้ชิดมากขึ้น และจะเน้นที่การลงมือทำน้อยๆ แต่ให้ได้ผลแรงๆ
“มองว่าวิกฤติครั้งนี้มาเร็ว แต่อาจจะอยู่กับเรานานหน่อย ที่ผ่านมาเราจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบริษัทแม่ในเรื่องสถานการณ์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่วิกฤติมาเร็วและแรงกว่าที่คิดไว้ แม้จะมีสัญญาณมาล่วงหน้าก่อนแล้วก็ตาม ทั้งไม่คิดว่าจะมีผลกระทบหนักมากขนาดนี้”
เชลล์เน้นเพิ่มมูลค่าสินค้า
สำหรับเชลล์นั้น ผลกระทบที่ได้รับจะเป็นองค์รวม คือ ในด้านความต้องการของผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลต่อยอดขายน้ำมันลดลง ซึ่งเห็นสัญญาณนี้มาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2551 ยอดขายลดลงไป 10% ส่วนเดือนมกราคมปีนี้ ยอดขายลดลงไปในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ถือเป็นสัญญาณดีที่ไม่เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ส่วนทิศทางจะเป็นอย่างไรนั้น คาดการณ์ได้ยาก เพราะแม้ประชาชนจะระมัดระวังการใช้จ่าย แต่เมื่อราคาน้ำมันถูกลงก็จะเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกัน ที่ว่าการใช้รถยังมีความจำเป็น จึงมองว่าองค์รวมของยอดขายน้ำมันไม่น่าจะลดลงไปมากนัก
พิศวรรณกล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดว่า เนื่องจากบริษัทได้วางแผนงานไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็จะเดินตามแผนเดิมคือ เน้นตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และให้เห็นถึงมูลค่าเพิ่มที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์เชลล์ ทั้งในเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยีให้นำหน้าคู่แข่ง และตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า สุดท้ายเน้นบริการที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะศูนย์ถ่ายน้ำมันเครื่อง จะมุ่งเน้นการบริการที่ดี โดยมีโครงการตรวจสอบที่เรียกว่า โครงการลูกค้านิรนาม จะเป็นการจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบการบริการ ที่ทำมาต่อเนื่องแล้วรายไตรมาส ส่วนปีนี้จะเข้มข้นมากขึ้นให้เป็นรายเดือน
นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดตัวน้ำมันเครื่องเฮลิกซ์ โดยเป็นการจัดพอร์ตน้ำมันเครื่องใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ลูกค้าเรียกชื่อและจดจำสินค้าได้ง่ายขึ้น ด้วยการเรียงหมายเลขจากน้อยไปหามาก และทำให้เกิดความชัดเจนว่า คุณภาพของสินค้าจะมากขึ้นตามตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไปด้วย มากไปกว่านั้น ยังได้เปิดตัวน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์และรถบรรทุกที่ใช้แก๊ส เพื่อให้ลูกค้าได้มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับรถที่ใช้แก๊สด้วย และในอนาคตยังจะเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมาต่อเนื่อง
“การที่บริษัทเลือกเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในขาลงนี้ เพราะเราต้องการให้ลูกค้าได้มูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เขาได้จ่ายเงินซื้อ ซึ่งหากดูที่ราคาอย่างเดียวอาจจะเป็นภาพลวงตา ดังนั้น จึงพยายามให้ข้อมูลกับลูกไปว่าจะได้อะไรกับผลิตภัณฑ์ของเชลล์” พิศวรรณกล่าว
หั่นงบตลาด-เน้นพัฒนาเทคโนโลยี
ประธานกรรมการบริษัท เชลล์ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งงบการตลาดไว้ประมาณ 100 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนไม่มากนัก และน้อยกว่าทุกปีด้วยสภาพทางเศรษฐกิจและการดูแลเรื่องต้นทุน โดยงบในส่วนนี้ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ให้เห็นมูลค่าเพิ่มของสินค้า และในเรื่องของแถม ซึ่งถือเป็นความจำเป็น เพราะผู้บริโภคคนไทยชอบของแถม นอกจากนี้ยังมีงบซ่อมบำรุงสถานีบริการน้ำมันอีกเล็กน้อยประมาณ 30 ล้านบาท
ในปีนี้บริษัทยังจะมีการลงทุนเพิ่มในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว โดยโปรแกรมดังกล่าว ภายในองค์กรเรียกว่า “ดาวน์ สตรีม วัน” ถือเป็นระบบการทำงานระบบเดียวกันกับเชลล์ทั่วโลก ที่จะช่วยในการลดต้นทุนในองค์รวม ขณะเดียวกันพนักงานสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งโครงการที่ว่านี้ ถือเป็นโครงการใหญ่ของเชลล์ที่ทำทั่วโลก ส่วนเชลล์ประเทศไทยจะดำเนินการในปีนี้
ปิดท้ายที่เป้าหมายการบริหารงานของเชลล์ โดยซีอีโอหญิงคนใหม่ กล่าวว่า เป้าหมายคือให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า และอยากเห็นยอดขายที่ไม่แตกต่างจากปีที่แล้ว ที่ยังพอมีกำไรอยู่ได้ และในเศรษฐกิจโดยรวมอยากเห็นอัตราการเติบโตที่เป็นบวก เพราะจะมีผลกระทบต่อบริษัทด้วยเช่นกัน ส่วนจะเป็นเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ แต่แน่นอนว่า การเป็นองค์กรเอกชนแล้วย่อมต้องคาดหวังผลการดำเนินงานที่เป็นกำไร
ขณะเดียวกัน เรื่องบุคลากรถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด โดยบริษัทเน้นพัฒนาบุคลากรและส่งเสริมให้เกิดการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยืนยันด้วยว่า ไม่มีนโยบายการลดจำนวนพนักงานลงจากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 600 คน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวขณะนี้ ก็จะเน้นการพูดคุยกับพนักงานอย่างตรงไปตรงมา และโปร่งใส และเน้นการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง



