ข่าว

นัดฟ้อง "มานพ-กาญจนาภา-วันชัย" ฟอกเงินกรุงไทย

นัดฟ้อง "มานพ-กาญจนาภา-วันชัย" ฟอกเงินกรุงไทย

16 ต.ค. 2561

"รองโฆษกอัยการ" เผย ผลสั่งคดีรับโอนเงินทุจริตกู้แบงก์กรุงไทย "มานพ ทิวารี" เอี่ยวด้วย รอฟ้องพร้อมกลุ่ม "กาญจนภา-วันชัย"  

 

          16 ต.ค.61 –นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เปิดเผยถึงการพิจารณาสำนวนคดีสมคบฟอกเงินเกี่ยวกับการโอนและรับโอนเงินที่ได้จากการอนุมัติสินเชื่อระหว่าง ธ.กรุงไทยฯ กับกลุ่มกฤษดามหานครโดยมิชอบว่า หลังจากเมื่อวันพุธที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องและพนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 ยื่นฟ้องนายพานทองแท้หรือโอ๊ค ชินวัตร (บุตรชายคนโตอายุ 38 ปีของอดีตนายกฯทักษิณ) โดยคณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษได้พิจารณาและมีความเห็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ในสำนวนคดีนางเกศินี จิปิภพ (มารดาของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน) ผู้ต้องหาที่ 1 , นางกาญจนาภา หงษ์เหิน (เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ผู้ต้องหาที่ 2 , นายวันชัย หงษ์เหิน (สามีของนางกาญจนาภา) ผู้ต้องหาที่ 3 วันเดียวกันนั้นคณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษก็มีความเห็นสั่งฟ้อง "นายมานพ ทิวารี" (บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย) ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินด้วย เช่นเดียวกับกลุ่มนางกาญจนาภา ผู้ต้องหาที่ 2 กับนายวันชัย ผู้ต้องหาที่ 3  แต่ในวันที่ 10 ต.ค.ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 นัดส่งตัวเพื่อส่งฟ้องศาลนั้น  นายมานพ , นางกาญจนาภา และนายวันชัย (สามี) ไม่มาพบพนักงานอัยการตามนัด ดังนั้นพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 จึงแจ้งให้นายมานพ , นางกาญจนาภา และนายวันชัย มาพบเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเห็นของคณะทำงานอัยการสำนักงานพิเศษนั้น ได้ส่งฟ้อง "นางกาญจนาภา" เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน และนายวันชัย สามี ร่วมกันฟอกเงินที่รับโอนเช็ค 26 ล้านบาท โดนส่วนของ "นางเกศินี" มารดาของนางกาญจนาภา นั้นอัยการสั่งไม่ฟ้องตามความเห็นของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสั่งฟ้อง "นายพานทองแท้" ร่วมกันฟอกเงินกรณีรับโอนเช็ค 10 ล้านบาท และไม่ฟ้องรับโอนเช็ค 26 ล้านบาท ซึ่งอัยการได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นนั้นกลับไปให้ดีเอสไอ พิจารณาแล้วว่าจะเห็นแย้งกับอัยการหรือไม่ หากยืนยันให้ฟ้อง อัยการสูงสุดจะเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด

           ส่วนของ "นายมานพ ทิวารี" นั้น เดิมตามสำนวน ตกเป็นผู้ต้องหาอยู่ในกลุ่มผู้โอน กลุ่มเดียวกับ "นายวิชัย กฤษดาธานนท์" ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับพวกรวม 13 คน กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินหลายรายการ ซึ่งคณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษได้สั่งฟ้องและยื่นฟ้อง "นายวิชัย" ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับพวกที่เป็นผู้โอนเงิน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไปแล้ว แต่ส่วนของ "นายมานพ" อัยการ เห็นว่าข้อเท็จจริงทางคดีอยู่ในกลุ่มผู้รับโอนเงิน ดังนั้นจึงมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาไปกับกลุ่มผู้รับโอน ซึ่งคณะทำงานอัยการสำนักงานคดีก็สั่งให้ฟ้อง

           อย่างไรก็ดี สำหรับคดีของ "นายพานทองแท้" ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไปแล้วในวมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 ซึ่งศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.245/2561 และนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 5 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. โดย "นายพานทองแท้" ก็ได้ประกันตัวไป ด้วยเงินสด 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

            ส่วนคดีกลุ่มผู้โอนนั้น อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้ยื่นฟ้อง "นายวิชัย กฤษดาธานนท์" อายุ 79 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร , นายรัชฎา อายุ 52 ปี บุตรชาย และกลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานครพร้อมผู้บริหารรวม 6 ราย ที่ได้สมคบกันฟอกเงินที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ 10,400,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นสี่ร้อยล้านบาท) โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.214/2561 หลังจากอัยการยื่นฟ้องวันที่ 4 ก.ย.61 ซึ่งจำเลยทั้งหมดไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคดีอยู่ระหว่างรอการสืบพยาน