ข่าว

แถลงจับขบวนการค้ายาเสพติด7คดียึดของกลางเพียบ

แถลงจับขบวนการค้ายาเสพติด7คดียึดของกลางเพียบ

15 ต.ค. 2561

"เฉลิมเกียรติ" แถลงจับขบวนการค้ายาเสพติด 7 คดี ยึดยาบ้าได้กว่า 22 ล้านเม็ด ไอซ์ 100 กก. และกัญชาอีก 1,800 กก.

          ขณะที่ ผบช.ปส.ระบุ  แก๊งค้ายาอาศัยช่วงวันหยุดยาว   แอบลักลอบขนยาเสพติด  เพื่อหลบเหลี่ยงการาตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 


          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ต.ค.2561 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.(ปป) ผอ.ศอ.ปส.ตร. , พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รรท.รอง ผบ.ตร.(สส),พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.รรท.ผบช.ปส.,พล.ท.ฉลองชัย ชัยยะคำ ผอ.ศป.ปส.ทภ.3 , พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ รรท.ผบช.ภ.5 , ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด รายสำคัญ จำนวน 7 คดี ดังนี้

 

 

          คดีแรก เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เวลาประมาณ 20:50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.บช.ปส.) ร่วมกับ กองทัพภาคที่ 3 ตำรวจภูธรภาค 5 เจ้าพนักงาน ปปส. ภาค 5 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 3 ราย คือ 1. นายวิทูร ปิยะพิภัทากูล อายุ 35 ปี , 2. นายวิทยา วงศ์บุญชัยเลิศ อายุ 32 ปี และ 3. นายอวิชาติ ทรงสิทธิเจริญ อายุ 33 ปี ทั้งหมดเป็นชาวจังหวัดเชียงราย พร้อมกับของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 30 กระสอบ กระสอบละ 400,000 เม็ด นับได้ประมาณ 12,200,000 เม็ด และยาไอซ์ จำนวน 2 กระสอบ กระสอบละ 50 ห่อ น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม รถกระบะบรรทุกติดหลังคา โตโยต้าไมตี้เอ็กซ์สีแดง ทะเบียน บร8335 เชียงราย ที่ใช้ในการขนลำเลียงยาเสพติด และโทรศัพท์มือถืออีก 4 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีมียาเสพติดให้โทษประเภทยาบ้าและไอซ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งทำการจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ได้ที่ ปากซอยสวนสาธารณะดอยแสล่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย และผู้ต้องหาที่ 3 ที่ ถนนหน้าเทศบาล อำเภอและจังหวัดเดียวกัน


          สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่บก.สกส.บช.ปส. ได้รับแจ้งว่า จะมีกลุ่มชนเผ่าม้ง ใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะ ขนลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ตอนในและปริมณฑล เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการจึงใช้ระบบเทคโนโลยี สะกดรอยติดตามกลุ่มเป้าหมาย กระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัยจึงได้วางแผนสกัดกั้น เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการ จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้น ก่อนจะพบกระสอบบรรจุยาเสพติดของกลาง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหา 3 ราย และทำการจับกุมตัว พร้อมของกลางทั้งหมด ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลออกหมายจับบุคคลในเครือข่าย รวมถึงยึดทรัพย์ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ต่อไป

 



          คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 11 ต.ค. เวลาประมาณ 14.00-14.15 น. เจ้าหน้าที่ ตำรวจ บก.ปส. 2 บช.ปส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย คือ 1. นายวัชรชัย ปฏิสนธิยานนท์ อายุ 40 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ 2.นายภาคิน ปฏิสนธิยานนท์ อายุ 55 ปี ชาวจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยของกลางได้แก่ 1. กัญชาอัดแท่ง น้ำหนักประมาณ 800 กิโลกรัม 2.รถยนต์กระบะ 2 คัน 3.โทรศัพท์มือถือซัมซุง 4 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชาแห้ง) ไว้ในครอบครอง เพื่อจาหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” จับกุมได้บน ถนนทางหลวงหมายเลข 2148 (ถนนด่านขุนทด-หนองสรวง) หมู่ 1 ตำบลและอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา


          สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจบก.ปส. 2 ได้ทำการสืบสวนขยายผลจากคดีเก่าในพื้นที่ จนทราบว่า นายวัชรชัย ผู้ต้องหาที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติด ออกจาก จ.นครพนม มาส่งให้ลูกค้าในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในวันที่ 11 ตุลาคม โดยใช้รถยนต์กระบะเป็นพาหนะ จึงวางแผนจับกุม จนเมื่อเวลาประมาณ 13.20น. พบรถยนต์กระบะต้องสงสัยบริเวณสี่แยกไฟแดงกลางตลาด เทศบาลพระทองคา อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา ขับมุ่งหน้าเข้า อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา โดยมีรถยนต์กระบะของกลางอีกคันที่นายภาคิย ขับตามมาจึงเรียกตรวจค้น ก่อนจะพบกัญชาของกลางซุกซ่อนอยู่ในกระบะ จึงทำการจับกุมนายวัชรชัย ขณะที่ตำรวจอีกชุดได้แบ่งกำลังไปทำการจับกุม นายภาคิน ซึ่งต่อมายอมรับสารภาพว่า ตนทำหน้าที่ขับรถนำทางให้กับ นายวัชรชัย ลำเลียงยาเสพติด


          จากการสอบสวน นายวัชรชัย กับนายภาคิน ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ให้การว่า พวกตนได้รับการว่าจ้างจาก นายชาญหรืออ้วน ไม่ทรายชื่อ-สกุลจริง ให้รับจ้างขนกัญชาคนละ 30,000 บาท จากพื้นที่ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร มาส่งให้ลูกค้า โดยจะจอดรถไว้บริเวณหน้าโรงไฟฟ้าวังน้อย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการตารวจปราบปราม ยาเสพติด 2 ดำเนินคดี


          คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เวลาประมาณ 19.15น. เจ้าหน้าที่ บก.ปส.2 บช.ปส. และ บก.สกส. ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 4 คน คือ 1.นายสุระชัย พิศเพ็ง อายุ 40 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ 2.นางประกายดาว โคตวัน อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดนครพนม 3.นายอภิสิทธิ์ เนินกลาง อายุ 41 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ 4.นางสุรีฉาย โคตวัน อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยของกลาง 1.กัญชาอัดแท่ง น้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม 2.รถยนต์กระบะ 1 คัน 3.รถยนต์เก๋ง 1 คัน 4.โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง จับกุมได้บริเวณริมถนนสระบุรี-หล่มสัก สี่แยกม่วงค่อม ต.เขาแหลม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ต่อเนื่องบริเวณสี่แยกมะนาวหวาน ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชาแห้ง) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต”


          สำหรับพฤติการณ์การจับกุมนั้น ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตารวจ บก.ปส.2 ได้รับแจ้งว่า กลุ่มเครือข่าย นางสุรีฉาย ผู้ต้องหาที่ 4 จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนจ.นครพนม ไปส่งให้กับลูกค้าทางภาคใต้ โดยใช้รถยนต์กระบะ อีซูซุสีขาว ทะเบียน ผบ 8848 นครราชสีมา รถยนต์เก๋งมาสด้า 2 สีแดง ทะเบียนป้ายแดง ก 1976 บุรีรัมย์ เป็นยานพาหนะ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงไปเฝ้าสังเกตการณ์ตามเส้นทางดังกล่าว ข้างต้น จนกระทั่งเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม พบรถยนต์ทั้ง 2 คัน ขับไปตามถนนมุ่งหน้าถนนมิตรภาพ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น มุ่งหน้า จ.ชัยภูมิ เข้าถนนสระบุรี –หล่มสัก มุ่งหน้าจังหวัดสระบุรี ซึ่งตลอดตามเส้นทางที่รถยนต์ทั้งสองคันขับขี่มีระยะห่างพอสมควร และขับขี่ไปตามเส้นทางเดียวกันโดยตลอด กระทั่งถึงเวลาเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สกัดหยุดรถกระบะอีซูซุ ที่มีนายสุระชัย และ นางประกายดาว ผู้ต้องหามี่ 1 และ 2 เป็นคนขับและผู้โดยสาร ก่อนจะทำการตรวจค้นและพบกัญชาของกลาง วางเรียงซ้อนกันอยู่ในกระบะท้ายรถยนต์ โดยมีถุงกะหล่ำปลีและถุงแตง วางทับไว้ข้างบนถุงกัญชาอีกชั้นหนึ่ง เมื่อซักถามนายสุรชัย ให้การยอมรับว่าเป็นคนขับรถยนต์เพื่อไปส่งในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนนางประกายดาว รับว่าเป็นภรรยานายสุรชัย โดยกำลังจะเดินทางไปภาคใต้ด้วยกัน และจะได้รับเงินค่าจ้าง 500,000 บาท


          ต่อมาตำรวจได้สกัดกั้นรถมาสด้า 2 สีแดงคันดังกล่าว และควบคุมตัวนายอภิสิทธิ์ และนางสุรีฉาย ผู้ต้องหาที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นคนขับและผู้โดยสาร สอบถามบุคคลทั้งสอง ให้การยอมรับว่า ได้ร่วมกันขับรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อลำเลียงยาเสพติด โดยจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 30,000-40,000 บาท ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการตารวจปราบปรามยาเสพติด 2 ดำเนินคดีต่อไป


          คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ,เจ้าหน้าที่ตารวจ บก.ปส.3, บก.ขส.บช.ปส.,เจ้าหน้าที่ศุลกากรและศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.บก.ทท.) ตามโครงการ AITF ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด 2 คน คือ 1.น.ส.นุจรี อรุณปี อายุ 40 ปี และ 2.นายกรีเดียน เอ็นนูบูบา อายุ 47 ปี (MR.GIDEON NDUBUBA) สัญชาติ ไนจีเรีย พร้อมด้วยของกลาง 1.โคเคน 7,970 กรัม 2.กล่องพัสดุสีน้ำตาล 1 กล่อง 3.โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง 4.รถยนต์ 2 คัน และ 5.เอกสาร 3 รายการ โดยจับกุมได้ที่ ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันนำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยไม่รับอนุญาต”


          โดยก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มชาวผิวสีจะส่งพัสดุจากต่างประเทศ ซึ่งต้องสงสัยว่าจะมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายใน จึงร่วมกันสืบสวนและเฝ้า สังเกตการณ์ที่เกิดเหตุจนกระทั่งเวลาประมาณ 17.20น.พบ น.ส.นุจรี ผู้ต้องหาที่ 1 นำกล่องพัสดุดังกล่าวมายืนรอบริเวณที่เกิดเหตุ ต่อมาพบนายกรีเดียน ผู้ต้องหาที่ 2 เดินลงจากรถยนต์มาทักน.ส.นุจรี และเดินไปยกกล่องพัสดุดังกล่าวมาใส่รถยนต์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแสดงตนเพื่อตรวจค้น และพบยาเสพติดของกลางซุกซ่อนอยู่กล่องพัสดุน้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม ประมาณ 7,970 กรัม จึงได้ทาการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ฃและนำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป


          คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 10 ต.ค. เวลาประมาณ 22.00 – 23.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ได้จับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯคือ นายปฏิพัทธ์ หรือต้น ขวัญทอง อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดสงขลา พร้อมของกลาง 1.ยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 4.1 กิโลกรัม 2. โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง 3. รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 1 คัน โดยกล่าวหาว่า“ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อ จาหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” ,ขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะมีสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) อยู่ในร่างกายโดยผิดกฎหมายและเสพยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย” โดยจับกุมได้ใกล้กับรถเข็นขายขนมครก ที่จอดอยู่ริมถนนรัถการหน้าบ้านเลขที่ 119 ถนนถัดอุทิส ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต่อเนื่องบ้านเลขที่ 185 ถนนและที่อยู่เดียวกัน


          สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม ตำรวจ กก.3 บก.ปส.4 ได้จับกุม น.ส.แววตา ปุสวิโร อายุ 31 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ 473/61 ลงวันที่ 3 ต.ค.2561 ข้อหา "สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ” จับกุมที่ บ้านเช่าเลขที่ 90/3 ถนนเพชรเกษม หมู่ 2 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดำเนินคดี และได้ขยายผลการจับกุม นายปฏิพัทธ์ ได้ในวันเดียวกัน เวลา 22.00น. หลังตรวจยึดไอซ์ของกลาง น้ำหนักรวมประมาณ 4.1 กิโลกรัม และของกลางอื่นอีกหลายรายการ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึง ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดและควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.4 ดำเนินคดี


          คดีที่ 6 เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันที่ 11 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปส.4 ได้จับกุม นายมโน หรือ หยอย เสลาคุณ อายุ 47 ปี ชาวจังหวัดกาญจนบุรี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 153/59 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2559 โดยได้ตรวจยึดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบคือ


          1. รถยนต์เก๋งโตโยต้า วีออส 1 คัน , 2.รถยนต์กระบะ อีซูซุดีแม็กซ์ 1 คัน , 3. รถแทรกเตอร์ คูโบต้า 1 คัน , 4. อาวุธปืนพกสั้น 3 กระบอก , 5. อาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก , 6. อาวุธปืนยาว ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก , 7. โฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ , 8. วัวเนื้อ 7 ตัว , 9. บัตรเอทีเอ็ม 5 ใบ สมุดบัญชีเงินฝาก 1 เล่ม และสำเนาบันทึกรายการใบรับฝากเงิน,ใบเสร็จรับเงิน 2 ใบ ยอดเงินโอน 158,000 บาท รวมราคาทรัพย์สินที่ตรวจยึดโดยประมาณ 5,400,000 บาท


          โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” ทำการจับกุมได้ที่ ด่านตรวจคนเข้าเมือง หมู่ 12 ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี


          เหตุเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปี2559 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ( นปส.กาญจนบุรี ) ได้รับแจ้งว่าจะมีการลำเลียงยาบ้าเข้ามา จากแนวชายแดน โดยใช้เส้นทาง อ. สังขบุรี จ.กาญจนบุรี เพื่อไปกระจายในจ.ราชบุรี โดยสามารถจับกุมนายสามารถ หรือไนท์ ยางสูง อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยรถยนต์เก๋งโตโยต้า ทะเบียน กธ 1167 ราชบุรี ตรวจพบยาบ้า 20,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำมันรถคันดังกล่าว และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด สอบสวนนายสามารถ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจาก นายมโน เสลาคุณ เป็นเงิน สด 5,000 บาท เดินทางไปรับยาเสพติดที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ก่อนที่พนักงานสอบสวน บก.ปส.4 รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับ นายมโน โดยศาลอาญาได้ออกหมายจับ นายมโน ในเวลาต่อมา ซึ่งนายมโน ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ไป กระทั่งเมื่อถึงวันเวลาเกิดเหตุ นายมโน เดินทางมาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองถาวรบ้านพุน้ำร้อนพร้อมแสดงหนังสือผ่านแดนชั่วคราวกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้า เมืองเพื่อจะเดินทางออกไปประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลบุคคลในฐานข้อมูล พบว่านายมโน เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา จึงควบคุมตัวผู้ถูกจับพร้อมของกลางนาส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส. 4 ดำเนินคดี


          คดีที่7 ตำรวจชุดสกัดกั้น ภูธรภาค 5 สามารถตรวจยึดของกลางยาบ้า 10,000,000 เม็ด ได้ที่บริเวณป่าละเมาะริมทางบ้านร่องศาลา อ.แม่ลาว จ.เชียงราย หลังรับรายงานว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ในช่วงวันหยุดยาว จึงได้สั่งการให้ด่านตรวจทำการตรวจตราอย่างเข้มงวด โดยเวลา 01.00น.ของวันที่ 14 ต.ค. เจ้าหน้าที่พบรถบรรทุกต้องสงสัยไม่ทราบสีและหมายเลขทะเบียน วิ่งผ่านเข้ามาด้วยความเร็ว บนถนนสายเทิง-เชียงราย อ.เมืองเชียงราย จึงได้ขอตรวจสอบปรากฏว่ารถคันดังกล่าวได้ขับรถหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ขับติดตามแต่สามารถหลบหนีไปได้


          ต่อมาเวลา 08.00น.ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบกระสอบฟางทิ้งไว้บริเวณ ริมถนนบ้านร่องศาลา อ.แม่ลาว จ.เชียงราย จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นกระสอบฟางหลากสีจำนวนหลายใบวางกองอยู่ในป่าละเมาะและมียาเสพติดจำนวนมาก เชื่อว่ารถบรรทุกที่หลบหนีการตรวจค้นนำมาซุกซ่อนไว้ เพื่อรอรถคันอื่นมาสลับเปลี่ยนและลำเลียงอีกทอดหนึ่ง โดยระหว่างนั้นได้จับกำลังซุ่มดู แต่ไม่พบว่ามีผู้ใดเข้ามาเอายาเสพติดดังกล่าวจึงได้ทำการตรวจยึดไว้ นำส่ง สภ.แม่ลาว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


               พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน รรท. ผบ ช.ปส. เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตำรวจสามารถจับกุม และตรวจยึดยาเสพติดได้จำนวนมากนั้น เป็นการบูรณาการทางด้านการข่าวของแม่ทัพภาคที่ 3 ตำรวจภูธรภาค 5 สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) เนื่องจากได้รับนโยบายจากรัฐบาลที่กำชับเรื่องของการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน โดยผลปฏิบัติการครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจ ส่วนยาเสพติดทั้ง 2 คดี มีความเป็นไปได้ว่าจะมาจากแหล่งที่มาเดียวกัน หลังจากนี้จะให้ป.ป.ส.นำยาเสพติดดังกล่าวไปขยายผลตรวจสอบวิเคราะห์ ว่ามาจากโรงงานเดียวกันหรือไม่ ยืนยันว่าการตรวจยึดยาเสพติดได้มากในช่วงวันหยุด  ไม่มีนัยยะอะไร เป็นเพียงผู้ค้าฉวยโอกาสขนยาเสพติดเข้ามาในช่วงนี้เท่านั้น