
บทเรียนจากกรณีรถไฟประท้วง
ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2552 มีสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่า การเดินรถไฟสายใต้ โดยเฉพาะช่วงระหว่างสถานีชุมทางหาดใหญ่ไปยัง 3 จังหวัดชายแดนกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ โดยรถไฟเที่ยวแรกขบวนที่ 463 ซึ่งเป็นขบวนที่มีปัญหาเกือบพุ่งเข้าชนรถไฟอีกขบวนหนึ่งเมื่อวันก่อนหน้า ได้ออ
แต่โดยภาพรวมแล้ว ประชาชนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ย่อมจะมองไปในทางเดียวกันว่า มาตรการประท้วงของสหภาพรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.รฟท.)ที่เลือกเอาประชาชนผู้ใช้บริการเป็นตัวประกันเรียกร้องเอากับผู้บริหารร.ฟ.ท.และรัฐบาลนั้นคือสาเหตุสำคัญอันนำไปสู่ความเพลี่ยงพล้ำ และต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด หากแต่เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในร.ฟ.ท.ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า ข้อมูลที่สร.รฟท.นำเสนอนั้นมีความจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทั้งจากหัวรถจักร ตู้โดยสาร กระทั่งภัยจากการก่อการร้ายตลอดสองข้างทางที่อันตราย
กล่าวสำหรับการแก้ปัญหาหยุดเดินรถไฟสายใต้ประท้วงของรัฐบาลนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเห็นว่า รัฐบาลเลือกวิธีทางการเมืองเป็นหลัก ทั้งการประกาศท่าทีไม่ยอมเจรจาใดๆ หากว่าอีกฝ่ายหนึ่งยังทำผิดกฎหมาย หรือการเลือกใช้เวลาที่ทอดยาวออกไปเรื่อยๆ เป็นเครื่องมือช่วยคลี่คลายสถานการณ์
แม้ว่า ร.ฟ.ท.และรัฐบาลจะมีแผนปฏิรูปรถไฟขนานใหญ่อยู่ในมือก็ตาม แต่สิ่งที่สังคมคาดหวังก็คือ การแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนเฉพาะหน้า และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงที
ถึงวันนี้ แม้จะพูดได้ว่า ศึกภายในร.ฟ.ท.มีแนวโน้มสงบลงชั่วคราวแล้วก็ตาม หากแต่บาดแผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ควรคิดว่า จะยังความเจ็บปวด หรือมอบความพ่ายแพ้หรือแม้แต่ชัยชนะให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปพร้อมกับศึกครั้งนี้ เพราะยังมีประเด็นที่ทุกฝ่ายจะต้องนำไปเป็นบทเรียนใช้พิจารณาวางแผนไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก นั่นก็คือ 1.ในส่วนของรัฐบาลและร.ฟ.ท.ควรต้องมีมาตรการรองรับ มีทีมแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว ฉับไว และมีความเป็นมืออาชีพ 2.สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งจะต้องหยุดใช้มาตรการจับประชาชนเป็นตัวประกันโดยเด็ดขาด และ 3.รัฐวิสาหกิจทุกแห่งควรรำลึกเสมอว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้หน่วยงานอยู่ได้ก็คือการให้บริการที่ดีแก่ประชาชน ทั้งในด้านความพึงพอใจและความปลอดภัยควบคู่กันไป



