ข่าว

กล้าทุบโต๊ะไหม ?

กล้าทุบโต๊ะไหม ?

29 ต.ค. 2552

ท่าทีอันแข็งกร้าวของนายกฯ เวชชาชีวะ ต่อ ทักษิณ ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน ดูๆ ไปก็พอจะทำให้คลายใจไปได้บ้างว่า ความเข้มแข็ง ความเด็ดเดี่ยว จะค่อยๆ เพิ่มพูนให้แก่นายกรัฐมนตรีวัยสี่สิบเศษผู้นี้

 แต่นั่นก็แค่ความเชื่อมั่นชั่วขณะที่วูบไหวราวสายลมพัดผ่าน

 ถ้อยแถลงของนายกฯ อภิสิทธิ์ ถึงการวางแผนปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคาร ระบุเพียงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี จะเข้ามารับตำแหน่งแทน กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่จะถูกโยกไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรที่จะทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ โดดเด่น ไปมากกว่าที่เคยเป็นในก่อนหน้านี้

 อย่าว่าแต่จะขยับเก้าอี้พรรคร่วมรัฐบาลเลย แม้แต่เรื่องราวไม่ชอบมาพากลในบางกระทรวง ยังไม่กล้าเอ่ยปาก ต้องฝากผ่านผู้มีบารมีให้ไปกระซิบไม่ให้เรื่องอื้อฉาว

 ทั้งที่คนทั่วโลกเขามองว่า นี่คือบทต้นๆ ของสิ่งที่บ่งบอกถึง "ความเป็นผู้นำ"

 นั่นจึงทำให้ใครต่อใครมองว่า เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่า นี่คือพันธสัญญาที่ทำร่วมกันไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มจับมือดูดปากเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีแนวโน้มว่าเรื่องราวต้องเป็นไปตามนั้น

 แล้วไงล่ะ ?...เวลาผ่านไป 10 เดือน ก็ไม่อาจแสดงผลการประเมินการทำงานของรัฐมนตรีได้อย่างที่คิดและวาดหวังเอาไว้

 จริงๆ คุยไว้ว่า 6 เดือนจะประเมินผลงานกันเสียด้วยซ้ำไป แต่เอาเข้าจริง จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่เห็นว่าระบบประเมินผลงานจะแสดงให้ชาวบ้านได้เห็น

 มีก็แต่เสียงเรียกร้องจากภายนอกให้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ทำงานไม่เข้าตา

 แต่ก็นั่นแหละแนวโน้มที่จะมีการปรับเปลี่ยนก็มีเพียงแต่เก้าอี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเพียงแค่ตำแหน่งเดียว

 ทั้งที่รู้ดีว่า ความพยายามในการปรับ ครม.นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงศักยภาพของผู้นำรัฐบาล และยืดอายุรัฐบาล

 ว่ากันเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ ก็ไล่ตั้งแต่ คมนาคม พาณิชย์ การท่องเที่ยว...ถ้าพูดกันแบบไม่ต้องอาย ไม่ต้องโกหกตัวเอง กระทรวงที่ว่ามานั้น มีผลงานอะไรที่ทำให้ชาวบ้านเขาประทับใจ

 ไม่ต้องไปถามใครที่ไหน สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรม นั่นแหละจะให้คำตอบได้ดีที่สุด เพราะที่ผ่านมานอกเหนือจากเรื่องอื้อฉาว มีนอกมีในแล้วในด้านบวกยังไม่เคยได้สัมผัสกลิ่นอาย

 ส่วนกระทรวงด้านความมั่นคง ก็คงไม่ต้องสาธยาย ทั้ง กระทรวงกลาโหม มหาดไทย ล้วนแต่ยังเป็นกระทรวงที่ยังหาผลงานไม่เจอ ดูจะหนักไปแนวเล่นเกมการเมืองเสียมากกว่า

 เอาแค่ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ 1 ในรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้มีผลงานอะไรออกมา

 นี่ยังไม่นับ กระทรวงสาธารณสุข ที่อื้อฉาวเพราะงบไทยเข้มแข็งอีก 1 กระทรวง

 สิ่งเหล่านี้บั่นทอนภาวะผู้นำในยามวิกฤติของนายกฯ อภิสิทธิ์

 หลายกระทรวงอยู่ในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ครั้นจะมาขยับปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนในพรรคก็ดันมาสะดุด เพราะดันเป็นโควตาที่แตะต้องไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่เรื้อรังมาแต่ศึกเก่า

 ถ้าไม่เอา "รัฐมนตรีกลุ่มผลัดใบ" แล้วจะให้เอาคนจาก "ทศวรรษใหม่" มาเป็นเสนาบดีหรือ ?

 จะขยับ วิทยา แก้วภราดัย ก็ต้องหันไปสบตา ผู้จัดการรัฐบาล

 จะเปลี่ยน ถาวร เสนเนียม ก็ติดที่ นิพนธ์ บุญญามณี เคยหนุน บัญญัติ บรรทัดฐาน แห่ง "ทศวรรษใหม่"

 นี่ยังไม่นับ "รัฐมนตรีน้องเดียว" ที่ปัจจุบันเน้นงาน โปรดิวเซอร์รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นพิเศษ นั่นอีกเก้าอี้ที่น่าจะพิจารณาเป็นพิเศษ

 ทั้งที่รู้ว่าในยามวิกฤตินั้นการใช้คนอย่างชาญฉลาดเพื่อขับเคลื่อนชาติให้พ้นภัย ไม่ควรแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือมัวแต่จะเกรงอกเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาล

 แล้วก็รู้ด้วยว่า ถ้าหากปรับ ครม.ก็จะยืดอายุรัฐบาลไปได้อย่างน้อย 6 เดือน ถึงแม้ว่าจะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่หากปรับเอาเป้าหมายของฝ่ายค้านออกไปแล้วน้ำหนักในการอภิปรายมันก็ต้องลดลงไปด้วย

 ถ้าทำได้ตัดปัญหาทางการเมืองทั้งภายนอกภายในไม่พอ ยังเดินยืด หายใจได้เต็มปอด เพราะชาวบ้านเขาก็ต้องซูฮกว่า นี่แหละคือ "ภาวะผู้นำ"

 แต่ด้วยสภาวะที่เป็นอยู่อย่างนี้ ใครล่ะจะเชื่อว่า ผู้นำคนนี้จะกล้าทุบโต๊ะ !

ศรุติ ศรุตา