ข่าว

รายงาน-จับตา-นักการเมือง-หนาว!

รายงาน-จับตา-นักการเมือง-หนาว!

29 ต.ค. 2552

วันนี้แล้ว!!! ที่จะรู้ผลของ "ศาลฎีกาแคนาดา" ว่า จะรับฎีกาของ "ราเกซ สักเสนา" ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มณฑลบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ที่พิพากษายืนตามคำตัดสินของ รมว.ยุติธรรมแคนาดา ที่ให้ส่งตัว "ราเกซ" กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ในฐานะ "ผู้ร้ายข้ามแ

 และแม้ว่าผลของคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร...ยังไม่มีใครรู้

 แต่ตอนนี้ทางการไทยทั้งอัยการและตำรวจ ก็ยกคณะไปที่ประเทศแคนาดา รอรับตัว "ราเกซ" เรียบร้อยแล้ว เพราะเชื่อว่าศาลฎีกาแคนาดา จะยกฎีกาของ "ราเกซ" แน่ !!

 สำหรับ "ราเกซ" ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อมีโอกาสเป็นที่ปรึกษา "เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์" กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ ซึ่งถูกทางการไทยยื่นฟ้องเมื่อปี 2539 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์บีบีซีราว 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 3,000 ล้านบาท อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธนาคารเก่าแก่ของไทยแห่งนี้ตกอยู่ในภาวะล้มละลายในปี 2538

 การยักยอกทรัพย์ของ "ราเกซ" พร้อมพวก จะใช้วิธีการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้แก่พรรคพวกที่เป็น "นักการเมือง" จำนวนหลายหมื่นล้านบาท จากนั้นจึง "ตบแต่งบัญชี" ให้มีผลกำไรนับร้อยนับพันล้านบาท ทั้งที่ขาดทุนย่อยยับ !

 ต่อมา "บีบีซี" จึงล่มสลายลง เนื่องจากมีหนี้สินมหาศาลราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.2 แสนล้านบาท) ตามมาด้วยการปิดตัวของสถาบันการเงินกว่า 50 แห่งจนเป็นชนวนสำคัญให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นในระบบธนาคารไทย และนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในเอเชียหรือที่เรียกว่า “โรคต้มยำกุ้ง” ในปี 2540

 สำหรับต้นตอการแฉ "ขบวนการเขมือบบีบีซี" เริ่มต้นขึ้นเมื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น อภิปรายแฉกลโกง "บีบีซี" ด้วยกลวิธีอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนต่อสภาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539

  ที่สำคัญ มีการโยง "นักการเมืองกลุ่ม 16" เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ของ "บีบีซี" ด้วย

 โดยกล่าวหาว่า การยักยอกทรัพย์ของ "ราเกซ" กับพวก จะใช้วิธีการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้แก่ "พรรคพวก" ที่เป็น "นักการเมือง" จำนวนหลายหมื่นล้านบาท และปล่อยให้มีการนำเอาที่ดินไม่มีราคามาค้ำประกันเงินกู้

 จากนั้นจึง "ตบแต่งบัญชี" ให้มีผลกำไรนับร้อยนับพันล้านบาททั้งที่ขาดทุนย่อยยับ ส่งผลให้มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล และทำให้ "บีบีซี" ต้องล้มละลายถูกปิดกิจการและถูกควบคุมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

 ด้าน "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" ซึ่งขณะนั้นอยู่พรรคชาติพัฒนาและเป็นฝ่ายค้าน ก็ได้อภิปรายในสภากล่าวหาว่า พรรคชาติไทยที่มี "บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับบริจาคเงินจาก "ราเกซ" นักการเงินชาวอินเดีย ผ่าน "สุชาติ ตันเจริญ" ของ "กลุ่ม 16 " ซึ่งสังกัดพรรคชาติไทย แต่ตามกฎหมาย ห้ามพรรคการเมืองรับบริจาคเงินจากชาวต่างชาติ ซึ่งมีโทษถึงขั้นถูกยุบพรรค 

 ส่วน "ส.ส.กลุ่ม 16" เป็นชื่อกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการรวมกันของ "ส.ส.รุ่นใหม่" หรือที่เรียกว่า "ยังบลัด" ในยุค 2535 โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคชาติไทยและพรรคชาติพัฒนาและพรรคเอกภาพ โดยก่อตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2535  มี "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" เป็นหัวหน้ากลุ่ม

 ในกลุ่มมีนักการเมืองดังๆ หลายคน ทั้ง "เนวิน ชิดชอบ" ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี  จำลอง ครุฑขุนทด สุชาติ ตันเจริญ สรอรรถ กลิ่นประทุม ธานี ยี่สาร วราเทพ รัตนากร ฉัฐวัสส์ มุตตามระ ซึ่งปัจจุบันหลายคนยังมีบทบาทบนถนนการเมือง โดยเฉพาะ "เนวิน" ที่เป็นแกนนำสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้  

 และผลสะท้านสะเทือนของการอภิปรายในสภาครั้งนั้น ทำให้ "บรรหาร ศิลปอาชา" นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ให้ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" รมว.คลัง ดำเนินการสั่งปิด "บีบีซี" 

 ส่วน "ราเกซ" ได้หลบหนีคดีไปตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งทางการไทยต้องใช้เวลาในการตามล่าตัวยาวนานถึง 13 ปี เพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย โดยคดีทั้งหมดในส่วนของ "ราเกซ" ยังไม่มีการฟ้องศาลเพราะจำเลยหนีคดีไปเสียก่อน

 ทั้งนี้ "ราเกซ" มีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีอายุความ 15 ปี จึงสามารถดำเนินคดีได้ทันที เมื่อนำตัว "ราเกซ" กลับมาถึงประเทศไทย ส่วนคดียักยอกทรัพย์ได้ขาดอายุความไปแล้ว

 และแน่นอนว่า เมื่อใดที่ "ราเกซ" เหยียบแผ่นดินไทย นักการเมืองหลายคน คงหนาวๆร้อนๆ ไปตามๆ กัน หาก "ราเกซ" หมดความอดทน ไม่ยอมพังคนเดียวและแฉอย่างหมดเปลือก ชนิดไม่เห็นแก่หน้าใครอีกต่อไป

 **โต๊ะข่าวการเมือง**