
ธ.ก.ส.ชี้อาฟตากระทบ11สินค้าเกษตร
ศูนย์วิจัยธ.ก.ส.ประเมิน 11 สินค้าได้รับผลกระทบ ห่วงเกษตรรายย่อยรับไม่ไหว เตือนไทยปรับโครงสร้างการผลิตรับมืออาฟตา ชี้ภาษีไม่ใช่อุปสรรค ต้องเน้นผลิตสินค้ามาตรฐานและคุณภาพดี
ศูนย์วิจัยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเมินว่า มีสินค้าเกษตรไทย 11 รายการ ที่ได้รับผลกระทบจากเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา โดยเฉพาะข้าว กาแฟ มะพร้าว ข้าวโพด ขณะที่สินค้าที่ได้รับประโยชน์มีเพียงน้ำนมดิบ น้ำตาลทราย ลำไย ด้านการตั้งกองทุนเอฟทีเอเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ พบว่ามีเกษตรกรรายย่อยไม่กี่รายที่เข้าถึงแหล่งเงิน ประกอบกับวงเงินงบประมาณที่จำกัด จึงคาดว่าการเปิดการค้าเสรีอาเซียนครั้งนี้ จะกระทบต่อเกษตรกรทันที
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา “อนาคตการเกษตรไทยภายใต้ข้อตกลงอาฟตา” ในงาน “ก้าวสู่ 44 ปี ธ.ก.ส.กับผลิตภัณฑ์ตำบลไทย ความภูมิใจของแผ่นดิน” ว่าขณะนี้คนไทยเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับข้อตกลงการเปิดเสรีต่างๆ โดยเฉพาะอาฟตา ที่จะมีการปรับลดอัตราภาษีเหลือ 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งอาจจะกระทบต่อภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และสินค้าเกษตรของไทย
"คนไทยไม่ควรวิตกเกี่ยวกับเรื่องการลดภาษี 0% จนมากเกินไป เพราะภาษีไม่ใช่อุปสรรค แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าตั้งแต่เกษตรกรจนถึงอุตสาหกรรมต่างๆ จะมีการปรับแนวทางการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้อย่างไร ซึ่งมองว่าไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุงคุณภาพการผลิตสินค้าการเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพราะเชื่อว่าสินค้าหลายประเทศจะเข้ามาในไทย หรือสินค้าไทยหลั่งไหลไปในประเทศต่างๆ" นายพรศิลป์กล่าว
สำหรับสิ่งที่ผู้บริโภคควรคำนึงถึงคือ ภายใต้กรอบความร่วมมือประชาคมอาเซียนจะมีประชากรรวมกันมากกว่า 560 ล้านคน และอีก 10 ปีข้างหน้าภายใต้กรอบอื่นๆ ทั่วโลกก็จะมีประชากรรวมกันกว่า 3,000 ล้านคน จึงเป็นสิ่งท้าทายสำหรับสินค้าไทยที่จะต้องมีมาตรฐาน คุณภาพดี รวมทั้งเป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไทยต้องเร่งปรับปรุงการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานและยั่งยืน และที่สำคัญจะต้องมีการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ เพราะเป็นกระบวนการสำคัญในการผลิตและต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต



