ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง - ร.ฟ.ท.ของปวงชนชาวไทยหรือของใคร

เรือนชานบ้านเมือง - ร.ฟ.ท.ของปวงชนชาวไทยหรือของใคร

30 ต.ค. 2552

ตลอดระยะเวลากว่าค่อนชีวิตของผมหมดไปกับการเดินทางครับ ผมเป็นคนโชคดีมีโอกาสเดินทางท่องไปในโลกกว้าง

สิ่งที่ผมเห็นว่าที่นานาอารยประเทศใช้เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมทั้งการอยู่ดี กินดี คือ โครงข่ายรถไฟ ทั้งบนดินและใต้ดิน (รวมไปถึงลอยฟ้า) ซึ่งถือได้ว่าเป็นขนส่งมวลชน (MASS TRANSIT) ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและประหยัดที่สุด (จะเป็นรองก็เพียงการขนส่งสินค้าทางน้ำเท่านั้น) 

 ผมเพิ่งกลับมาจากเซี่ยงไฮ้ ที่นั่นมีรถไฟความเร็วสูงที่ชาวจีนภาคภูมิใจ เรียกกันว่า “ชิงกันเชียง” ส่วนที่ญี่ปุ่นมีรถไฟความเร็วสูงที่ไม่น้อยหน้ากว่าประเทศใดในโลก เรียกว่า “ชิงกันเซ็น” นี่ยังไม่นับรวม ฝรั่งเศส เยอรมนี และอีกหลายประเทศ ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง ผมไปที่เจนีวา ประทับใจรถไฟความเร็วสูงของชาวสวิสที่ได้พัฒนาเป็นรถไฟแบบมีที่นั่ง 2 ชั้นแล้วครับ บรรดารถไฟความเร็วสูงเหล่านี้ ทำความเร็วได้กว่า 400-500  กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลองหลับตานึกภาพดูซิครับว่า ชาติหน้าตอนบ่ายๆ เราอาจจะมีโอกาสใช้บริการรถไฟความเร็วสูงของไทยเดินทางจากหัวลำโพง กรุงเทพฯ ไปถึงขอนแก่น ด้วยเวลาเพียง 1 ชั่วโมง

 เป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันแล้วครับว่า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นเสมือนพระบิดาของการรถไฟไทย ทรงวางรากฐานและทรงมีนโยบายเชื่อมโยงราชอาณาจักรสยามโดยโครงข่ายรถไฟ ในช่วงรัชสมัยของพระองค์ กิจการรถไฟของไทยได้ก้าวล้ำนำหน้าไปไกลกว่าประเทศใดๆ ในภูมิภาคเอเชีย (ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือญี่ปุ่นก็ยังสู้เราไม่ได้เลยครับ) เชื่อหรือไม่ครับว่าด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ยกตัวอย่างเช่น  การวางโครงข่ายของรถไฟในภาคเหนือ ในรัชสมัยพระองค์ท่านมีแนวทางจะวางรางรถไฟไปให้ถึงเชียงราย (หรือเหนือขึ้นไปถึงเชียงรุ้ง เชียงตุง) 

 นี่ก็ 99 ปีล่วงมาแล้วครับ ตั้งแต่สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จสวรรคต กิจการรถไฟไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ไปไม่ถึงไหน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็แล้วแต่ หากไม่เรียกว่าถอยหลังเข้าคลองแล้วก็ไม่รู้จะเรียกกันว่าอย่างไรแล้วครับ แต่ผมยังเชื่ออยู่ลึกๆ นะครับว่ายังมีพนักงานรถไฟที่ดีๆ อีกมาก ที่ยังตระหนักถึงพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนชาวสยามได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางสัญจรทั่วทั้งราชอาณาจักร

 ดังนั้น ผมจึงอยากจะฝากให้คนรถไฟทุกคน ได้คิดใหม่ทำใหม่ ต้องตระหนักครับว่ากิจการรถไฟเป็นของคนไทยทั้งประเทศ จะต้องหาวิธีที่จะสนองพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นและเรียกความศรัทธาคืนมาให้แก่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ รวมทั้งตัวผมที่ลึกๆ ก็ยังรู้สึกว่ารถไฟยังเป็นพาหนะที่ปลอดภัยที่สุด สะดวกสบายที่สุดและประหยัดที่สุด รวมทั้งมีอนาคตที่สดใสที่สุดครับ

 ยิ่งในปัจจุบัน ร.ฟ.ท.ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่หนักหนาสาหัส เนื่องจากการที่คนรถไฟบางกลุ่มเข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนทางด้านการเมือง คงต้องยอมรับนะครับว่าการเกิดขึ้นและคงอยู่ของรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการสนับสนุนของคนรถไฟ และสหภาพแรงงานฯ โดยอาศัยบารมีของ สมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ในปัจจุบันได้พลิกผันตัวเองลงไปเล่นการเมืองในพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนถ่ายภารกิจในการนำสหภาพสู่ สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพ และยังควบตำแหน่งแกนนำเครือข่ายของพันธมิตรฯ รุ่น 2 อีกตำแหน่งหนึ่ง

 จะเห็นได้ว่ามีบทบาทที่คาบเกี่ยวกันทั้งในบริบทแห่งความกลมกลืนและความขัดแย้ง ย่อมสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างที่ก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำ ในขณะที่ผิวน้ำยังดูเหมือนสงบนิ่ง

 หากคนไทยคิดที่จะพัฒนากิจการรถไฟไทยให้เจริญก้าวหน้าเทียบเท่ากับนานาอารยประเทศ จำเป็นต้องเข้าใจที่ไปที่มา ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง ให้ถ่องแท้เสียก่อน    

 เอาไว้ต่อกันในสัปดาห์หน้า มาเปิดอกคุยกัน เป็นการ “ติเพื่อก่อ” เพราะสำหรับตัวผมแล้วจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ของรถไฟไทย และใช้บริการของรถไฟไทยมาโดยตลอด ก็อยากเห็นกิจการรถไฟไทยที่น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว มีการพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์ขึ้นครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์