
ธุรกิจมวยไทย
หมุนย้อนเวลาประเทศไทยถอยหลังไปสักสามสี่สิบปี เด็กผู้ชายบ้านนอกยุคนั้นมีความใฝ่ฝันสามประการ ประการแรกอยากเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าคนนายคน ประการที่สองอยากเป็นศิลปินชื่อดัง ที่ตั้งหวังกันไว้ส่วนใหญ่มีสองประเภทคือ นักร้องลูกทุ่งที่มีการประกวดกันตามงานวัดและหน้
แต่ปลายฝันของทั้งสองประการนั้น ดูจะยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก แค่ได้เรียนจบประถมสี่จากวัดข้างบ้านก็บุญโข ส่วนเรื่องร้องเพลงนั้นก็ยากเข็ญเหลือใจ ความหวังของเด็กชายไทยบ้านนอกส่วนใหญ่ที่วัยใกล้กับผม จึงมุ่งไปอยู่ที่การเป็นนักมวยผู้มีชื่อเสียง ได้คาดเข็มขัดแชมเปี้ยนเช่นเดียวกันนักมวยดัง ที่มีรูปถ่ายจรดมวยติดแปะที่กระจกร้านตัดผม ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าความหวังด้านอื่นๆ ทั้งหมด
หลายคนมีพ่อจูงมือไปเปรียบมวยตามงานวัด เข้าห้องพักพ่อก็ทำหน้าที่พี่เลี้ยง นั่งเอาผ้าพันมือแถมนวดตัวให้ด้วยน้ำมันมวยกลิ่นฉุน กางเกงมวยสีซีดจางที่ใส่จนเนื้อผ้าแทบเปื่อยขาด กระจับก็หาขอยืมจากผู้จัดรายการที่ต้องมีติดเวทีไว้เสมอ หรือแม้กระทั่งกางเกงมวยบางคนก็ต้องไปขอยืมเช่นเดียวกัน
นักมวยผู้โด่งดังจึงมีที่มาจากทุกสารทิศทั่วประเทศ ฤทธิชัย ลูกเก๊าจาว จากเมืองรถม้า ลำปาง, อภิเดช ศิษย์หิรัญ จากบางนกแขวง เมืองราชบุรี นักชกคู่บารมีของ ตั้วเจ๊ องุ่น เอี่ยมภิญโญ, อดุลย์ และเด่น ศรีโสธร สองพี่น้องศิษย์เอกของ “มะขามเปียก” บุญส่ง กิจกร่ำศรวล หรือบรรดานักชกพันธุ์ดุถอยหลังไม่เป็นสังกัดค่ายเจริญเมือง ทุกคนล้วนเป็นเด็กที่เกิดและโตมาจากบ้านนอกทั้งสิ้น
มวยไทยได้รับการกล่าวขวัญถึงในแง่ของศิลปะและกีฬาประจำชาติ นักมวยไทยในอดีตที่โด่งดังมากมาย เช่น ผุดผาดน้อย วรวุฒิ ออกไปสร้างยิมสอนมวยไทยอยู่ในยุโรปนานนับสิบปีจนทุกวันนี้ ฝรั่งหลายชาติเดินทางเข้ามาที่ประเทศไทยเพียงแค่ต้องการเรียนศิลปะมวยไทยอย่างเต็มรูปแบบ
มีบ้างบางคนที่หลงใหลกลิ่นสาบนวมและเหงื่อไคลบนผืนผ้าใบ จนก้าวขึ้นเป็นนักมวยอาชีพสามารถต่อกรกับนักมวยไทยแท้ๆ ได้อย่างสนุกสนาน เช่นตำนานของ กังหันมรณะ รามอน เดคเกอร์ นักมวยชาวฮอลแลนด์ ที่ไม่ยอมโลดแล่นบนถนนลูกหนังเช่นเพื่อนร่วมชาติ แต่หันมาเอาดีทางฟาดปากแลกแข้งแทงเข่าเขย่าศอกแบบมวยไทย จนสร้างเนื้อสร้างตัวได้ดิบได้ดีไป
ทั้งโลกตกอยู่ในภาวะคลั่งไคล้ศิลปะมวยไทยมานานกว่าสิบปี ไปที่ไหนก็มีค่ายรับสอนมวยไทยอยู่ทั่ว ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เยอรมนี ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส ทำให้นักมวยไทยเก่าๆ มีรายได้เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียสบาย หากไม่ตกอยู่ในวังวนของยาเสพติดและการพนันไปเสียก่อน
แต่ที่น่าเสียดายสุดแสนกับอาการคลั่งไคล้กีฬามวยไทยของคนทั้งโลกก็คือ ไร้คนที่จะเกี่ยวกระแสมาปั้นสร้างให้เด็กไทยได้เติบโตบนเส้นทางนี้ กลับปล่อยให้เด็กและเยาวชนหันไปมุ่งมั่นกับการเสริมดั้ง, เหลากราม เพื่อเข้าบ้านเอเอฟ กลับปล่อยให้การแข่งขันในรูปแบบมวยไทยทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั่วโลก เป็นที่รู้จักกันในนามกีฬาอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น คิกบ๊อกซิ่ง, มาเชี่ยลอาร์ต หรือแม้แต่ เค-วัน และปล่อยให้เด็กไทยของเราเดินบนห้างอย่างภาคภูมิใจกับชุดคาราเต้ หรือเทควันโด้ที่สวมใส่ อนิจจามวยไทยเห็นทีจะต้องมีผู้บริหารที่มีมุมมองทางการตลาดในเชิงธุรกิจครบวงจร มากกว่าเห็นการชิงแชมป์เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จเข้ามาจัดการกันเสียทีกระมัง
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



