
เปิดคำพิพากษา"เอวิเอฯ"ลวงขาย GT 200 สำนวนสาม
"ผู้บริหารเอวิเอ"อ่วมศาลนับโทษรวม 3 สำนวนคุก 28 ปี หลังถูกอัยการฟ้องศาลลงโทษฉ้อโกงปกปิดความจริงเครื่องไร้ประสิทธิภาพขายกองทัพบก-กรมราชองครักษ์-นิติวิทยาศาสตร์
10 ตุลาคม 2561 ที่ห้องพิจารณา 4 ศาลแขวงดอนเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลได้อ่านคำพิพากษา ในคดีการฉ้อโกงเครื่องตรวจจับอาวุธ GT200 สำนวนที่ 3 หมายเลขดำ อ.133/2561
พนักงานสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด (AVIA SATCOM CO.,LTD.) , นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ , นางศศกร ปลื้มใจ และ น.ส พันทวีทรัพย์ สุดยาใจ ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทฯ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
โดยคดีนี้ อัยการยื่นฟ้อง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า พวกจำเลยได้ร่วมกันทุจริตหลอกลวง โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จปกปิดข้อความ ซึ่งเป็นข้อความตามจริง โดยเสนอขายเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิดและยาเสพติดรุ่น GT 200 แก่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้เสียหาย มูลค่า 6.8 ล้านบาท พร้อมกับอวดอ้างสรรพคุณว่า หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกก็ใช้อุปกรณ์ดังกล่าว จนผู้เสียหายหลงเชื่อ แต่เครื่อง GT200 ที่จำเลยเสนอขายกลับไม่ได้มาตรฐาน จนไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิด ริบของกลาง และคืนเงินจำนวน 6.8 ล้านบาทแก่ผู้เสียหายด้วย
ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งวันนี้ นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ และจำเลยร่วมคนอื่นๆ ก็มาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา
ขณะที่ "ศาล" พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลยนำสืบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เครื่อง GT 200 ผลิตโดย บ.โกลบอลฯ ประเทศอังกฤษ ซึ่งบจก.เอวิเอฯ จำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำหน่ายในประเทศไทยเพียงผู้เดียว โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้เสียหาย ต้องการซื้อไปใช้ในการปฏิบัติงานที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมอบหมายให้ผู้แทน ติดต่อซื้อขายแล้ว บริษัทจำเลยที่ 1 เสนอแคตตาล็อกและคู่มือใช้งานให้ผู้เสียหายดู ก่อนชำระเงินซื้อขายเครื่องจนครบถ้วน ซึ่งมีจำเลยที่ 3-4 ลงลายมือชื่อการสั่งซื้อ ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเรื่องนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ แต่งตั้งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่
คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่าขาดอายุความหรือไม่ "ศาล" เห็นว่า ความผิดฉ้อโกงนั้นสามารถยอมความได้ ซึ่งหากไม่ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนถือว่าขาดอายุความ โดยคดีนี้ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้เสียหาย ได้แต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงในปี 2555 ที่เชื่อว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงแล้วได้มีการร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่กองทัพบก ผู้เสียหายเช่นกันได้สั่งระงับการใช้เครื่อง GT 200 ตั้งแต่ปี 2553 และมีการทำหนังสือถึงกระทรวงกลาโหม คดีนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ
ส่วนจำเลย ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น "ศาล" เห็นว่าโจทก์ มีนายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการตรวจสอบเครื่อง GT 200 เบิกความว่าในการทดสอบใช้พบว่าเจอระเบิดเพียง 4 ครั้งน้อยกว่าตามหลักสถิติที่ต้องไม่น้อยกว่า 12 ครั้งในการค้นหาแบบสุ่ม ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะนั้นได้สั่งให้ระงับการใช้ในปี 2553 เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งดีเอสไอได้ส่งเครื่อง GT 200 ของกลาง ตรวจสอบแล้วก็ไม่พบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การ์ดภายในเป็นเพียงแผ่นพลาสติกประกบกัน ไม่มีสนามไฟฟ้า ไม่พบการเคลื่อนที่
ส่วนที่ฝ่ายจำเลย เบิกความต่อสู้คดีว่า ผู้เสียหาย ได้ทราบลักษณะของเครื่องอยู่แล้ว และสามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ได้โดยตรง แต่ก็ได้ระบุเจาะจงต้องการเครื่องดังกล่าวชัดเจน ซึ่งบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ผลิต โดยเมื่อผู้เสียหายได้โอนชำระเงิน บริษัทจำเลยที่ 1 ก็โอนต่อให้บริษัทผู้ผลิต ส่วนจำเลยได้ผลประโยชน์เพียง 10-20% ในการดำเนินงานนั้น และนายสุทธิวัฒน์ จำเลยที่ 2 เองก็ทราบจากสื่อมวลชนภายหลังว่าเครื่องใช้ตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งตอนจำหน่ายไม่ทราบ
สำหรับนางศศกร ปลื้มใจ พนักงานบริษัทเอวิเอฯ จำเลยที่ 3 ก็เพียงจัดทำใบเสนอราคาและนำแคตตาล็อกเสนอผู้เสียหาย ซึ่งแคตตาล็อกนั้นเป็นเอกสารจากผู้ผลิต จำเลยไม่ได้รับรองว่าถูกต้องเพราะจำเลยที่ 3 ไม่มีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบจึงไม่ทราบว่าใช้งานไม่ได้ โดยจำเลยที่ 3 ได้รับผลประโยชน์เพียงเงินเดือนจากบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้นไม่ได้ทำเป็นการส่วนตัว เช่นเดียวกับ น.ส.พันทวีทรัพย์ สุดยาใจ พนักงานบริษัทเอวิเอฯ อีกคน จำเลยที่ 4 ก็เป็นพนักงานผู้รับมอบอำนาจ ซึ่งเบิกความทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 3 นั้น
"ศาล" เห็นว่า พยานโจทก์เป็นคนกลาง และยังมีผลกรรมการตรวจสอบใช้หลักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ที่ใช้เครื่อง GT 200 ตรวจสอบที่เกิดเหตุในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็พบว่าขณะใช้เครื่องไม่ชี้ครั้งแรกเจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าไม่มีระเบิดแต่ปรากฏว่าภายหลังกลับเกิดระเบิดขึ้นมา ซึ่งกรรมการตรวจสอบ ได้ตรวจสอบของกลางแล้วก็พบว่าเป็นเครื่องเปล่า ไม่มีประสิทธิภาพจริ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้
นอกจากนี้ยังฟังได้ว่าส่วนที่บริษัทจำเลยที่ 1 ได้สาธิต แสดงการตรวจสอบค้นหาได้นั้น ก็การสาธิตเป็นของผู้ขายฝ่ายเดียว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าตรวจพบกี่ครั้งจึงเชื่อว่าเกิดจากการเดาสุ่มไม่ใช่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบของกลาง ตามที่ผู้เสียหายกำหนดจึงต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย แม้ว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็มีหน้าที่ตรวจสอบ แต่กลับไม่ตรวจสอบทั้งที่ซื้อมาในราคาสูง ก็ส่งผลเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพเครื่อง ของกลางที่เป็นเครื่องมือเฉพาะไม่มีขายในท้องตลาดแล้ว บริษัทจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ข้อมูลเป็นอย่างดีก่อนเสนอขาย ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่บุคคลทั่วไปจะสามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่าไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ขณะที่การได้รับเงินสูงมาก ยิ่งต้องตรวจสอบว่าเหมาะสมกับราคาหรือไม่ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าเครื่องมีประสิทธิภาพอย่างใด ซึ่งความประสงค์ของนิติบุคคลนั้นย่อมแสดงออกโดยนายสุทธิวัฒน์ ที่เป็นผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ จำเลยที่ 2 ที่ย่อมต้องรู้รายละเอียดการซื้อมาจำหน่าย
ส่วนที่อ้างว่าผู้เสียหายเสนอราคามาแสดงว่าผู้เสียหายคิดว่าใช้งานได้จริงนั้น เป็นความมั่นใจของจำเลยเองที่เข้าใจว่าหากผู้เสียหายทราบประสิทธิภาพจริงอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ พยานหลักฐานที่ จำเลยที่ 1-2 นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักหักล้างพบยานหลักฐานโจทก์ได้ดังนั้นการกระทำของ บริษัทจำเลยที่ 1 และนายสุทธิวัฒน์ ผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ จำเลยที่ 2 ยื่นเสนอราคาขายเครื่องให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้เสียหาย โดยปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่าเครื่องไม่มีประสิทธิภาพตามที่อวดอ้างในแคตตาล็อก จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงเป็นการร่วมกันหลอกลวงโดยทุจริตให้ได้เงินจากผู้เสียหาย อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ ตามที่อัยการโจทก์ฟ้อง
ส่วนจำเลยที่ 1-2 ต้องรับผิดชดใช้คืน "สถาบันนิติวิทยาศาสตร์" ผู้เสียหายหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยต่อสู้ว่าเป็นประเด็นการฟ้องซ้ำกับคดีที่ยื่นฟ้องในศาลปกครองกลางนั้น "ศาล" เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่อัยการยื่นฟ้องพร้อมคำขอให้คืนเงินอันเป็นความเสียหายทางอาญา ส่วนการฟ้องคดีในศาลปกครองนั้นเป็นไปตามสัญญาทางแพ่ง ข้ออ้างจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ดังนั้นคำขอของอัยการโจทก์ที่ให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงินคืนนั้นจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ
สำหรับ "นางศศกร ปลื้มใจ" และ "น.ส.พันทวีทรัพย์ สุดยาใจ" ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทเอวิเอฯ จำเลยที่ 3-4 ตามทางนำสืบรับฟังได้เพียงว่า เป็นพนักงานได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 กระทำการเท่านั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นได้แจ้งว่าจำเลยที่ 3-4 ได้ล่วงรู้ถึงประสิทธิภาพของเครื่องดังกล่าว ดังนั้นยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3-4 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดดังกล่าว
จึงพิพากษาว่า "บจก.เอวิเอฯ" จำเลยที่ 1 และ "นายสุทธิวัฒน์" ผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ซึ่งการกระทำนั้นเป็นความผิดหลายกรรมจึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยให้ปรับ "บจก.เอวิเอฯ" จำเลยที่ 1 รวม 3 กระทงๆละ 6,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 18,000 บาท และให้จำคุก "นายสุทธิวัฒน์" ผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ จำเลยที่ 2 รวม 3 กระทงๆละ 3 ปี จำคุกทั้งสิ้น 9 ปี
โดยให้นับโทษจำคุก 19 ปีนายสุทธิวัฒน์ ต่อจากคดี GT 200 ที่ "กองทัพบกและกรมราชองครักษ์" เป็นผู้เสียหาย รวม 2 สำนวนที่ศาลได้พิพากษาแล้วก่อนหน้านี้ด้วย และให้จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันชดใช้คืนเงินค่าซื้อเครื่อง GT 200 แก่ "สถาบันนิติวิทยาศาสตร์" ผู้เสียหายด้วย รวม 6.8 ล้านบาท และให้ริบเครื่องของกลาง ส่วน"นางศศกร ปลื้มใจ" และ "น.ส.พันทวีทรัพย์ สุดยาใจ" ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทเอวิเอฯ จำเลยที่ 3-4 นั้น พิพากษาให้ยกฟ้อง
ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว "ทนายความ" ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 680,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว "นายสุทธิวัฒน์" ผู้บริหารบริษัทเอวิเอฯ จำเลยที่ 2 สู้คดีชั้นอุทธรณ์ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายสุทธิวัฒน์ จำเลยที่ 2 ระหว่างอุทธรณ์คดี พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลด้วย
ขณะที่ "นายวรอรรถ สุนทรอภิชาต" ทนายความบริษัทเอวิเอฯ กล่าวถึงแนวทางการสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ว่า ต้องแสดงหลักฐานต่อสู้คดีต่อไปพร้อมเหตุผลประกอบ เราไม่โต้เถียงประเด็นที่เครื่องใช้การไม่ได้จากการพิสูจน์มาหลายครั้ง ซึ่งประเด็นที่จะสู้ขอสงวนสิทธิไว้ หากพูดจะกระทบกระบวนการยุติธรรม ตนไม่หนักใจ เพราะเรามีพยานหลักฐานในการต่อสู้พร้อมเหตุผลประกอบครบถ้วน ส่วนนายสุทธิวัฒน์ก็ไม่ได้หนักใจ เข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะคดียังไม่ยุติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีฉ้อโกงขายเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT 200 ที่มีผู้บริหาร บจก.เอวิเอฯ เป็นจำเลยนั้น ศาลแขวงดอนเมืองได้มีคำตัดสินไปแล้วรวม 2 สำนวน ประกอบด้วย คดีหมายเลขดำ อ.1980/2560, อ.2012/2560, อ.2073/2560 ที่มีกองทัพบกเป็นผู้เสียหาย ซึ่งรวมสำนวนพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยมี บจก.เอวิเอ แซทคอม, นายสุทธิวัฒน์ ผู้บริหารบริษัทเอวิเอฯ, นายเดชพิภัทร์ วัฒนกิจ, นางศศกร ปลื้มใจ และ น.ส.พันทวีทรัพย์ สุดยาใจ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานฉ้อโกง ม.341 จากการขายเครื่อง GT 200 ให้ "กองทัพบก" 12 ครั้งระหว่างวันที่ 24 ก.ค.50 – 30 ก.ย.52 รวม 757 เครื่อง มูลค่ารวม 682,600,000 บาท
โดยกองทัพบก ผู้เสียหายยังได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้เงินค่าซื้อเครื่องดังกล่าว ที่ชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีด้วย ซึ่งศาลแขวงดอนเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2561 ให้ปรับ บจก.เอวิเอ จำเลยที่ 1 รวม 12 กระทงๆ ละ 6,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 72,000 บาท และให้จำคุกนายสุทธิวัฒน์ ผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ จำเลยที่ 2 รวม 12 กระทงๆ ละ 3 ปี จำคุกทั้งสิ้น 36 ปีแต่ส่วนนี้เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกสูงสุดตามกฎหมายไว้เป็นเวลา 10 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินคืน "กองทัพบก" ด้วย ส่วนจำเลยที่ 3-5 พิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่พอรับฟังว่าเป็นตัวการร่วมทำผิด
ส่วนสำนวนที่ 2 คดีหมายเลขดำ อ.328/2561 มี "กรมราชองครักษ์" เป็นผู้เสียหาย โดยมี บจก.เอวิเอ แซทคอม , นายสุทธิวัฒน์ ผู้บริหารบริษัทเอวิเอฯ , นายเดชพิภัทร์ วัฒนกิจ และนางศศกร ปลื้มใจ ซึ่งเป็นพนักงาน บจก.เอวิเอ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานฉ้อโกง ม.341 จากการขายเครื่อง GT 200 ให้กรมราชองครักษ์ รวม 3 ครั้ง 8 เครื่อง มูลค่า 9 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 28 ก.พ.51 ,วันที่ 21 ก.ค.52 , วันที่ 14 ก.ย.52
ซึ่งศาลแขวงดอนเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.ย.61 ให้ปรับ บจก.เอวิเอ จำเลยที่ 1 รวม 3 กระทงๆ ละ 6,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 18,000 บาท และให้จำคุกนายสุทธิวัฒน์ ผู้บริหารบริษัท เอวิเอฯ จำเลยที่ 2 รวม 3 กระทงๆ ละ 3 ปี จำคุกทั้งสิ้น 9 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินคืน "กรมราชองครักษ์" ด้วย ส่วนจำเลยที่ 3-4 พิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่พอรับฟังว่าเป็นตัวการร่วมทำผิด



