ข่าว

เปิดคำพิพากษาอุทธรณ์ ยกฟ้อง "แทน เทือกสุบรรณ"

เปิดคำพิพากษาอุทธรณ์ ยกฟ้อง "แทน เทือกสุบรรณ"

02 ต.ค. 2561

หลักฐานอัยการอ่อนไม่ชัดที่ดิน เป็นที่ป่า-ที่ดินรัฐ "แทน" ลูกชายสุเทพ-นายหน้าที่ดิน-เอกชน พ้นผิดทุกข้อหาไม่ผิดรุกที่ป่าเขาแพง เกาะสมุย ครอบครองสร้างอ่างเก็บน้ำ

 

            2 ตุลาคม 2561 -ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีรุกป่าเขาแพง หมายเลขดำ อ.3534/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพรชัย  ฟ้าทวีพร อายุ 53 ปี ผจก.ห้างหุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น , นายสามารถ หรือโกเข็ก เรืองศรี อายุ 61ปี หุ้นส่วน หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น และนายหน้าขายที่ดิน , นายแทน เทือกสุบรรณ อายุ 37 ปี บุตรชายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานีหลายสมัย และนายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อายุ 63ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายสุเทพ เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่า หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 , 108 ทวิ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2518 มาตรา 22 กรณีระหว่างวันที่ 27 ก.ย.43 – 5 ต.ค.44 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ่วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 31 ไร่ 2งาน 97 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 3-4 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 14 ไร่ ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 21 ก.ย.59 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่กระทำผิดจริง ให้จำคุกนายพงษ์ชัย จำเลยที่ 1 และนายสามารถ หรือโกเข็ก ที่ 2 คนละ 5 ปี ฐานห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไว้ ฯ ซึ่งกระทำนั้นได้ทำเกินเนื้อที่ 25 ไร่ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ มาตรา 54วรรคหนึ่ง , 72 ตรีวรรคสอง

 

ส่วนนายแทน บุตรชายของนายสุเทพ จำเลยที่ 3 และนายบรรเจิด ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) , 108 ทวิ และพ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง , 72 ตรี วรรคหนึ่ง ให้จำคุกคนละ 3 ปี ฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไว้ ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด และเพราะป่าไม้เป็นทรัพยากร ธรรมชาติที่สำคัญ และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าของชาติ ควรที่ประชาชนจะต้องร่วมกันหวงแหน บำรุงรักษาให้อุดมสมบูรณ์เพื่อประโยชน์ ร่วมกัน ไม่ให้เป็นของส่วนตัวแก่ผู้ใด การ กระทำของจำเลยทั้งสี่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของดิน น้ำ อากาศ และป่าไม้ทั้งโดยตรงและทางอ้อม อันเป็นต้นเหตุของความแห้งแล้ง และภัยพิบัติจากน้ำป่าไหลหลาก สภาพความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ พร้อมทั้งให้จำเลยทั้งสี่ , คนงาน , ผู้รับจ้าง , ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินและป่าไม้บริเวณที่เกิดเหตุทั้งหมด ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

 

ขณะที่จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นอุทธรณ์สู้คดี โดยระหว่างนั้นก็ได้ประกันตัวกันคนละ 300,000 – 500,000 บาทแต่ศาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งวันนี้ "นายแทน" บุตรชายของนายสุเทพ เดินทางมาถึงศาลตั้งแต่เวลาก่อน 09.00 น. มีหน้าสีเรียบเฉย ส่วนจำเลยร่วมทั้งหมดก็เดินทางมาพร้อมฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เป็นคนใกล้ชิดประมาณ 4-5 คนมาให้กำลังใจด้วย  

 

ทั้งนี้เนื้อหาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ระบุว่า ที่จำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น "ศาลอุทธรณ์" เห็นว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1-2 เป็นเพียงหยิบยกเอาถ้อยคำของตัวบทกฎหมายแต่ละฉบับมาบรรยาย เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดเท่านั้น แต่ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1-2 กระทำอย่างไรที่ถือว่าเป็นการยึดถือครอบครองป่า ลำพังการเข้าไปในป่าย่อมไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการยึดถือครอบครอง ส่วนการก่อสร้าง , ก่นสร้าง , แผ้วถางหรือกระทำอันเป็นการทำลายป่านั้นโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลย 1-2 ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างประเภทใด ขนาดและจำนวนเท่าใด หรือตัดต้นไม้ หรือทำให้ป่าเสื่อมสภาพ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายการกระทำพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในข้อนี้ไม่เคลือบคลุมนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยที่ 1-2 ฟังขึ้น เมื่อฟังได้เช่นนี้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1-2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

 

ส่วนคำฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3-4 นั้น มีรายละเอียดชัดเจนพอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว โดยระบุถึงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 1 อ่าง ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 90 เมตร ลึก 10 เมตร และถนนคอนกรีต 1 เส้นทาง กว้าง 5 เมตร ยาว 2,000 เมตร ในบริเวณป่าเขาแพง เนื้อที่ 14 ไร่ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นที่ดินรัฐ และเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้มีบุคคลได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายที่ดิน แม้ไม่ได้บรรยายว่าป่านั้นไม่ใช่ป่าในเขตที่ได้จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรมและรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแต่ก็บรรยายว่าจำเลยที่ 3-4 ไม่มีสิทธิครอบครองหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.54 ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3-4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

 

ส่วนการกระทำของ "นายแทน" บุตรชายของนายสุเทพ จำเลยที่ 3 และ "นายบรรเจิด" อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายสุเทพ จำเลยที่ 4 เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่นั้น จำเลยที่ 3-4 อุทธรณ์ว่าหนังสือรับรองทำประโยชน์ หรือ น.ส. 3 ก. เลขที่ 3301,3302,3285, กับโฉนดที่ดินเลขที่ 28109 ที่มีชื่อนายแทน จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินนั้นชอบด้วยกฎหมาย ไม่เคยถูกเพิกถอน จึงย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ซึ่ง "ศาลอุทธรณ์" เห็นว่า โจทก์พยายามนำสืบว่า การออก น.ส. 3 ก. นั้นเกินจากเนื้อที่ที่ครอบครองตาม ส.ค.1 , การออกโฉนดก็เกินกว่าเนื้อที่ที่มีอยู่ตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. ซึ่งการออกหนังสือแสดงสิทธิต้องมีการรังวัด และขั้นตอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.56-64 , 65-70 รวมทั้งระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2532)  อย่างไรก็ดีแม้จำเลยที่ 3 ได้เคยยื่นฟ้องคดีในศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินโดยรองอธิบดีกรมที่ดินให้แก้ไขรูปแปลงโฉนดที่ดินตามเสียงข้างน้อยของคณะกรรมการที่ราชการแต่งตั้งทุกคณะให้ลงไปตรวจสอบพื้นที่ (ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่าการออก น.ส.3 ก. และโฉนดที่ดินชอบแล้ว) แต่ก็เป็นการแก้ไขเฉพาะรูปโฉนดที่ดินเท่านั้น ส่วน น.ส. 3 ก. ทั้ง 3 แปลง โฉนดที่ดินเลขที่ 28109 ยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินโดยสุจริตจนได้รับโฉนดมาโดยชอบ หากการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นความผิดทำให้แปลไปว่าที่ดินซึ่งราษฎรได้มาโดยชอบนั้นเป็นป่าจริงก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 3 ขาดเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ขณะเดียวกันที่ดินซึ่งถูกกันออก 14 ไร่อยู่ทิศตะวันตกที่เป็นปลายแหลมเหมือนลูกศรนั้น จำเลยที่ 3 กับชาวบ้านอีกคนต่างอ้างว่าได้ครอบครองทับซ้อนกัน ซึ่งต่อมาชาวบ้านคนนั้นได้ขายที่ดิน ตาม น.ส. 3 ก. ให้บริษัทไอพีดี แพคเกจจิ้ง จำกัด ย่อมแสดงว่าที่ดินส่วนนี้ไม่ใช่เป็นที่ป่า แต่เป็นที่ดินที่มีผู้ได้ครอบครองมาก่อนตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 85,95, 97 ของชาวบ้านอีก 3 คนซึ่งครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำสวนมะพร้าวและมะม่วงหิมพานต์ ที่นำไปออก น.ส.3 ก. ไม่มีอาณาเขตติดกัน เชื่อว่าที่ดินไม่ใช่บริเวณเดียวกัน นั้นก็มีความคลาดเคลื่อน จึงฟังได้ว่าที่ดิน ตาม ส.ค. 1 ทั้ง 3 แปลงมีการครอบครองและทำประโยชน์มากกว่าที่ระบุไว้ แต่ชาวบ้านมักแจ้งการครอบครองเนื้อที่น้อยกว่าความเป็นจริงเพราะฐานยากจนเกรงจะเสียภาษีมากซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันทั่วไป ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 28109 ส่วนที่เกินออกจาก น.ส. 3 ก. จำนวน 3 แปลง 14 ไร่เศษเป็นที่ดินรัฐและเป็นพื้นที่ป่านั้นไม่ถูกต้อง

ส่วนภาพถ่ายทางอากาศ ที่แสดงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2509-2552 ซึ่งไม่ปรากฏพืชผลทางการเกษตร มีต้นไม้ตามธรรมชาติสูงประมาณ 3-7 เมตร สภาพพื้นดินมีหินโผล่ขึ้นมาจำนวนมากยากแก่การเจริญเติบโตของพืชพันธุ์ โดยมีการปลูกมะพร้าวและมะม่วงหิมพานต์เพียง 0.96-1.75 % ของพื้นที่โฉนดที่ดินทั้งหมดเท่านั้นที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาวินิจฉัย ก็เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนเพราะการทำประโยชน์ย่อมเปลี่ยนแปลงไปแต่ละช่วงเวลา ซึ่งหลักฐานดังกล่าวไม่ตรงกับสภาพการทำประโยชน์ที่ดินเมื่อปี 2497 ที่เป็นปีการแจ้งออก ส.ค.1 โดยพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีความน่าเชื่อถือมุ่งเพียงเอาผิดกับจำเลยที่ 3-4 ปกปิดข้อเท็จจริงเลือกที่จะเบิกความเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ระบุตำแหน่งร่องน้ำไว้ใน น.ส. 3 ก.ซึ่งพยานโจทก์ก็ยอมรับว่าที่ดินบริเวณหัวลูกศร เป็นที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์มาก่อน โดยรูปแผนที่ที่ระบุตำแหน่งร่องน้ำไม่ถูกต้องกับรูปแปลงที่ดิน ตาม น.ส.3 ก. รูปแผนที่จึงไม่ถูกต้องไม่ใช่เอกสารที่ผ่านการสอบสวน ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้พยานโจทก์นำชี้เพียงบางส่วนของที่ดิน ไม่ได้ให้นำชี้รอบแปลงตามที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์จริง ข้อเท็จจริงจึงไม่สามารถรับฟังได้ว่า ตำแหน่งที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์ตาม ส.ค.1 แต่ละแปลงมีเนื้อที่เท่าใด

 

สำหรับที่ดินพิพาท 14 ไร่ที่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำและถนนคอนกรีตนั้นเป็นป่า และเป็นที่ดินของรัฐหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.4(1) นิยามคำว่า "ป่า" คือ ที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 ให้นิยาม "ที่ดินของรัฐ" ว่าที่ดินซึ่งไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ และ ม.3 บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิ์ในที่ดิน 2 กรณีคือ 1.ได้กรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมายก่อนประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ หรือได้มาตามกฎหมายนี้ และ 2.ได้กรรมสิทธิ์จากกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น ซึ่งโจทก์มีผู้แจ้งครอบครองที่ดิน ที่ยืนยันถึงการครอบครองและทำประโยชน์เนื้อที่เกือบ 30 ไร่ซึ่งเกินกว่าที่ระบุไว้ใน ส.ค.1 ที่ระบุเพียง 8 ไร่น้อยกว่าที่ครอบครองจริงเพราะกลัวเรื่องเสียภาษี โดยมีอดีตกำนัน และนายช่างรังวัด ก็เบิกความเจือสมกันในประเด็นที่ประชาชนเกาะสมุยส่วนใหญ่ยากจน โดยมากจะแจ้งขอออก ส.ค.1 ในเนื้อที่น้อยกว่าครอบครองจริงเพราะไม่มีเงินเสียภาษี ขณะที่ถ้อยคำพยานโจทก์ยังรับฟังเอาแน่นอนไม่ได้ถึงความแน่ชัดในจำนวนเนื้อที่ที่มีการครอบครองและทำประโยชน์ ส่วนคำเบิกความของ ผอ.กองการพิมพ์ กรมที่ดิน พยานโจทก์ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน อ่านแปล ตีความ วิเคราะห์ข้อมูล ภูมิสารสนเทศภายใต้คณะอนุ กก.พัฒนาระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศของ ป.ป.ช. เบิกความถึงขั้นตอนการออก ส.ค.1 ว่าการแจ้งจำนวนเนื้อที่ที่ดินขึ้นอยู่กับราษฎรจะแจ้ง และไม่มีการออกไปวัดเนื้อที่จริง ส.ค.1 แต่ละฉบับไม่มีรูปแผนที่ มีเพียงระยะแต่ละด้านระบุไว้ ซึ่งจะมีผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน เป็นผู้ไปตรวจสอบการครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินและลงลายมือชื่อเป็นพยาน โดยการออก ส.ค.1 จะต้องแจ้งผู้ที่มีสิทธิครอบครองข้างเคียงด้วย กรมที่ดินไม่ได้ไปตรวจสอบว่าที่ครอบครองจะมีพื้นที่ติดที่ดินข้างเคียงจริงหรือไม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของการครอบครองและทำประโยชน์ แต่ในการออก น.ส. 3 ก. จะมีการออกไปวัดพื้นที่จริงวัดระยะเป็นเมตร ขณะที่พยานดังกล่าวก็ยืนยันว่า น.ส. 3 ก. จำนวน 3 แปลงที่เป็นข้อพิพาทไม่เคยถูกยกเลิกเพิกถอน

 

ส่วนที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอ  เบิกความถึงการตรวจสอบงบดลุ หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่นว่าระหว่างปี 2542-2548 ไม่ปรากฏรายการทรัพย์สินรายได้จากการขายที่ดิน โดยวันที่ 5 ต.ค.44 หจก.ดังกล่าวได้ขายที่ดิน น.ส.3 ก. ข้อพิพาทนี้จำนวน 3 แปลง และเลขที่ 1907 , 3303 รวมราคา 6,615,000 บาท และไม่มีการถอนเงินจากบัญชีของนายแทน จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินนั้นจาก หจก.ดังกล่าว พฤติการณ์นั้นก็ไม่ได้เป็นเหตุผลชี้ให้เห็นว่าที่ดินพิพาทนั้น เป็นที่ดินของรัฐหรือเป็นป่า สำหรับพยานโจทก์ที่เป็น ผอ.กลุ่มสำรวจและผลิตแผนที่และภาพภ่าย 1 สำนักเทคโนโลยีการสำรวจและทำแผนที่ กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ใช้ความเชี่ยวชาญตามหลักวิชาการตรวจสอบ ได้เบิกความว่า ที่ดินของจำเลยที่ 3 ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเขา มีความลาดชันเกิน 35 % โดยพื้นที่บางส่วนลาดชันไม่ถึง 35 % นั้น ก็เป็นเพียงความเห็นตามหลักวิชา ไม่ได้สัมผัสข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ส่วนที่เบิกความว่ากรมป่าไม้ออกนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ฉบับวันที่ 15 ก.ย.31 กำหนดให้พื้นที่ที่มีความลาดชันเฉลี่ย 35 % ขึ้นไปเป็นพื้นที่ป่าไม้ไม่อนุญาตให้ออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้น การกำหนดดังกล่าวมีการยกเว้นที่ดินซึ่งราษฎรมีการครอบครองมีสิทธิอยู่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินแม้ที่ดินมีความลาดชันเกิน 35% ก็สามารถออกโฉนดหรือ น.ส. 3 ก.ได้ ขณะที่อดีตนายช่างรังวัด สำนักงานที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ที่ได้รับมอบหมายให้ไปรังวัดโฉนดที่ดิน 28109 ตามหลักฐาน น.ส. 3 ก.ที่ 3301,3302,3285 เมื่อเดือน มิ.ย.48 นั้น ในการรังวัดมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงร่วมนำชี้ 9 ราย และจำเลยที่ 4 ก็เป็นผู้นำชี้ด้วย ซึ่งที่ดินขณะนั้นมีสภาพเนินสูง ทำประโยชน์ด้วยการปลูกมะพร้าวเป็นหลัก และมีขนุน กระท้อน อยู่ด้วย โดยมีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่ แต่พยานไม่รู้ว่าบริเวณที่รังวัดจะอยู่บนเขาแพงหรือไม่ และทิศตะวันออกมีสภาพเป็นต้นไม้รกมีต้นไม้ขึ้นตามธรรมชาติ แต่ไม่มีสภาพเป็นป่า

 

อย่างไรก็ดีการพิจารณาว่าจำเลยที่ 3-4 กระทำผิดหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายที่ดินขณะที่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำและถนนคอนกรีต ซึ่งจำเลยที่ 3 มีโฉนดเลขที่ 21809 เป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินขณะก่อสร้างนั้น และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามข้ออ้างของพยานโจทก์ว่าอ่างเก็บน้ำและถนนคอนกรีตสร้างในที่ดินจำเลยที่ 3 และพื้นที่ของ บจก.ไอพีดี แพคเกจจิ้ง ย่อมต้องถือว่าเป็นที่ดินที่มีบุคคลได้ตามกฎมายที่ดิน ไม่อาจแปลความได้ว่าเป็นที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 และไม่เป็นป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.4(1) โดยคดีนี้เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3-4 กระทำความผิด ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ก็มีภาระพิสูจน์ถึงการกระทำของจำเลยให้ครบองค์ประกอบความผิด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 บัญญัติกำหนดมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาไว้ว่าให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าขณะที่มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและถนนคอนกรีตนั้นในที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นป่าตามองค์ประกอบกฎหมาย พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3-4 กระทำผิดจึงต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3-4 มานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ ทุกข้อหา    

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว กลุ่มชายฉกรรจ์ที่มาให้กำลังใจ ก็ร่วมยินดีกักลุ่มจำเลย ซึ่งทุกคนต่างยิ้มแย้ม ขณะที่ "นายแทน" บุตรชายของนายสุเทพ เดินทางกลับอกอจากศาลทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

ทั้งนี้ฝ่ายอัยการ "นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์" อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาว่าจะยื่นฎีกาหรือไม่ว่า จะต้องคัดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาดูโดยละเอียดก่อน เพื่อศึกษาประเด็นต่างๆ ในคำพิพากษาชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ อย่างไร ถ้าอัยการเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็อาจจะไม่ยื่นฎีกา แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็อาจจะยื่นฎีกา

เมื่อถามว่าคดีนี้คำพิพากษาศาลชั้นต้น กับศาลอุทธรณ์ขัดกันจะเป็นเหตุส่วนหนึ่งให้อัยการต้องยื่นฎีกาต่อหรือไม่ "อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ" กล่าวว่า เราจะต้องดูเหตุผลทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องเอารายละเอียดทั้งหมดมาดูร่วมกันก่อน ทำความเห็นเสนออธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงเพื่อพิจารณาชี้ขาดว่าจะยื่นฎีกาหรือไม่ ซึ่งระยะเวลาในการยื่นฎีกาจะต้องยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำ

พิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่หากการคัดคำพิพากษาฉบับเต็มได้มาไม่ทันเวลา หรือมีเหตุอื่นๆ อัยการก็สามารถขอขยายระยะเวลาฎีกาได้