ข่าว

"ซูจีสู้เพื่อประชาชน-ทักษิณสู้เพื่อใคร"

"ซูจีสู้เพื่อประชาชน-ทักษิณสู้เพื่อใคร"

28 ต.ค. 2552

นอกจาก "ปลื้ม" กับคำเยินยอของ "สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเตโชฮุนเซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ยกย่องการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เทียบเท่า "นางออง ซาน ซูจี" ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน

ฃจะเห็นว่าแนวทางการต่อสู้ของ "ทักษิณ" เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศ โดยมี "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือคนเสื้อแดง เป็นแนวร่วมในการเคลื่อนไหวภายในประเทศ

 หลังจาก "คนเสื้อแดง" ภายใต้การนำของ "สามเกลอ" ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองและเกิดภาพลบทำให้ "ทักษิณ" ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ใหม่

 โดยเป็นผู้เดินเกมเอง ไม่ว่าจะเป็นการโฟนอินตามเวทีคนเสื้อแดงตามพื้นที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการโฟนอินในงานวันเกิด งานแต่ง ของบุคคลในแวดวงนักการเมือง และคนสนิท ทวิตข้อความต่างๆ หรือการเป็นแขกรับเชิญตามรายการวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดง เพื่อต้องการสื่อให้ทุกคนทราบความเคลื่อน

 ซึ่งก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้แนวทางสันติวิธีอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน !

 ขณะที่ "นางออง ซาน ซูจี" เรียกร้องประชาธิปไตยในแผ่นดินพม่า โดยเลือกที่จะต่อสู้อยู่ในบ้านเกิด แม้จะถูกรัฐบาลทหารพม่าพยายามกดดันเพื่อให้นางเดินทางออกนอกประเทศ แต่ "นางออง ซาน ซูจี" ปฏิเสธ

 แม้ว่า "สามี" ดร.ไมเคิล อริส สามีที่ป่วยหนักอยู่ในประเทศอังกฤษ แต่ "ออง ซาน ซูจี" ก็ไม่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปเยี่ยมสามี ตามแผนการของรัฐบาลทหารพม่า

 เพราะ "ซูจี" รู้ดีว่า วันใดที่เธอก้าวพ้นประเทศพม่า รัฐบาลเผด็จการทหารจะไม่ยอมให้เธอได้กลับคืนมาร่วมต่อสู้กับผู้คนร่วมแผ่นดินเกิดอีกเลย เธอจึงเลือกที่จะอยู่เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้อย่างสันติวิธี

 แนวทางการต่อสู้โดยใช้วิธีเขียนจดหมาย เขียนหนังสือ บันทึกวิดีโอเทป เพื่อส่งผ่านข้อเรียกร้องของเธอต่อรัฐบาลทหารพม่า ออกมาสู่ประชาคมโลกเท่าที่สามารถทำได้

 ขณะที่ "ทักษิณ" เลือกที่จะเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่นอกประเทศ แต่สำหรับ "ออง ซาน ซูจี"  ยังใช้ชีวิตที่ปราศจากความกลัว พร้อมที่จะยืนหยัดร่วมการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศพม่า เคียงข้างพี่น้องร่วมชาติของเธอบนแผ่นดินเกิด

 "ชลิดา ทาเจริญศักดิ์" เจ้าหน้าที่ประสานงานจากองค์กรฟอรั่ม เอเชีย สิทธิมนุษยชน ได้ให้ความเห็นหลังจาก "ฮุน เซน" ยกย่องการต่อสู้ของ "ทักษิณ" เทียบเท่า "ซูจี" ว่า เป็นคนละเรื่อง ไม่เข้าใจ ฮุน เซน มองการต่อสู้ของซูจีที่ต่อสู้กับเผด็จการรัฐบาลพม่าอย่างไร เพราะจุดยืนของซูจีทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ แม้ว่าตัวเองจะบอบช้ำก็ตาม การต่อสู้ของซูจีปราศจากคำถามจากประชาคมโลก มีคำตอบชัดเจนว่าต่อสู้เพื่อประชาชน แต่การต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคำถามตามมามากมาย

 "การต่อสู้ของซูจีสะท้อนความยิ่งใหญ่ในหัวใจเธอ การต่อสู้ของเธอไม่มีคำถามจากประชาคมโลก ซูจีเป็นผู้นำจิตวิญญาณของนักต่อสู้ แต่สำหรับคุณทักษิณมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าต่อสู้ทุกวันนี้ทำเพื่อตัวเองหรือไม่ และการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยของใคร ต้องดูที่มาที่ไปด้วย ประเด็นปัญหาน้ำหนักก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่ซูจีต่อสู้เกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนมาก แต่การต่อสู้ของคุณทักษิณถูกมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกับประชาชนทั้งประเทศหรือประชาชนส่วนใหญ่จึงเอามาเปรียบเทียบกันไมได้"

 "ชลิดา" กล่าวต่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรกลับเข้ามาต่อสู้คดีต่างๆ หากกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ภาคประชาชนยินดีออกมาผนึกกำลังวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ หากยังไม่แน่ใจก็ควรเรียกร้องให้คดีความเปิดให้สาธารณะหรือองค์กรต่างประเทศมีส่วนร่วมเฝ้าสังเกตการณ์ในการพิจารณาคดีเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม แต่ทุกอย่างต้องนำเนื้อหาข้อเท็จมาเปิดเผย เพราะทุกวันนี้หลายคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีคำถามมากมายที่ประชาชนอย่างทราบข้อเท็จจริง เช่น คดีการโอนหุ้น คดีที่ดินรัชดาฯ การปล่อยกู้ให้แก่พม่า

 ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ปฏิวัติทำให้ต้องพ้นตำแหน่ง "ชลิดา" กล่าวว่า การปฏิวัติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียว ประเทศไทยเคยมีการปฏิวัติหลายครั้งแต่สถานการณ์การเมืองก็สามารถคลี่คลายแก้ปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหายืดเยื้อเหมือนปัจจุบันที่ พ.ต.ท.ทักษิณมักนำเรื่องนี้มาพูดซ้ำไปซ้ำมาเพื่ออะไร และความเป็นธรรมที่ พ.ต.ท.ทักษิณเรียกร้องหมายถึงให้กลับมาแล้วอยู่ในอำนาจเหมือนเดิมใช่หรือไม่ ดังนั้นต้องดูว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคืออะไรในความหมายของผู้นำ และในความหมายของประชาชน และต่อสู้เพื่อใคร

 "เชื่อว่าคนไทยมีหัวใจยุติธรรม คนไทยมีสติวิเคราะห์ได้ คุณทักษิณเป็นคนเก่งอยากให้กลับมาช่วยเหลือประเทศในยามที่กำลังวิกฤติเศรษฐกิจกับวิกฤติด้านการเมือง เพื่อให้ประเทศอยู่รอดต่อไป แต่คุณทักษิณก็ต้องเอาข้อเท็จจริงมาต่อสู้พิสูจน์ตัวเองให้ได้เสียก่อน"