
ไตรลักษณ์การทูตไทย
การเดินเกมทางการเมืองของคุณทักษิณและ พล.อ.ชวลิต ในการเชื่อมโยงกับเรื่องกัมพูชานั้นเป็นเรื่องที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่การวิพาษ์วิจารณ์นั้นมักวนเวียนในเรื่องแนวลับ ลวง พราง หรือทฤษฎีสมคบคิดว่ามีการเดินเกมทางการเมืองกัน หรือม
ประเด็นกลายเป็นเรื่องของการปลุกกระแสชาตินิยมไปซะงั้น
เรื่องที่ควรจะพูดถึงก็คือ การประเมินผลงานของรัฐบาลที่มีต่อนโยบายการต่างประเทศ แล้วก็มองย้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในเมืองไทยโดยเฉพาะจากยุคหลังสงครามเย็น
เรื่องนี้ไม่ใช่การจะมาด่ารัฐบาล หรือด่าทักษิณ ชวลิตให้เสียหาย แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำความเข้าใจร่วมกันต่างหาก
โดยเฉพาะเรื่องที่เราชอบพูดว่า "การเปลี่ยนสนามรบให้เห็นสนามการค้า" ซึ่งหมายถึงการส่งเสริมการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น
สิ่งที่เราพูดกันในอดีตก็คือ เรามองว่าเรื่องนี้คือการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ติดกัน แต่ในความจริงนั้นกฎระเบียบที่ถูกผ่อนผันนั้นกลายเป็นเรื่องของการสร้างสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศไทยที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน
ยิ่งเมื่อเรานับถือลัทธิที่ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่เราได้มาก็คือ การผูกสายสัมพันธ์กันระหว่างทหารรุ่นใหญ่เกษียณอายุ นักธุรกิจรายใหญ่ที่เติบโตผ่านสัมปทานรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องของการโทรคมนาคม โรงแรม บ่อน กับผู้นำประเทศเหล่านั้นที่มีระบบประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก
ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ไม่ได้เปิดให้คนของเขาได้ประโยชน์จากเราโดยตรง เพราะเมื่อเข้ามาก็จะเจอกับระบอบการกีดกันแรงงานภายใต้มุมมองทางด้านชาตินิยม
ในอีกทางนั้น แม้ว่าพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์มักจะมีผลงานด้านการต่างประเทศในอดีตเน้นในเรื่องการธำรงหลักการสากลในเรื่องสิทธิมนุษยชน และเรื่องประชาธิปไตยในระดับสากลมากเป็นพิเศษ (ส่วนหนึ่งก็โดดเด่นในเรื่องนี้ในยุคที่เป็นฝ่ายค้านด้วย) สิ่งที่จะต้องเผชิญก็คือหลักการเหล่านั้นจะทำให้เราสามารถพูดจากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ทั้งนี้อย่าลืมว่าในยุคของคุณสมัครนั้น คุณสมัครก็เคยได้รับเชิญเข้าไปในพม่า และก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไปช่วยฟอกพม่ามาแล้วในช่วงการช่วยเหลือภัยพิบัติจากพายุนาร์กิส
เราก็เลยเจอทั้งการทูตแบบส่วนตัวมากมาย การทูตแบบหลักการสากลที่ถูกวิจารณ์ว่าครอบงำโดยตะวันตก และการทูตแบบชาตินิยม (ขออภัยไม่อยากลงรายละเอียดในส่วนสุดท้าย เพราะคิดว่าท่านผู้อ่านคงจะรู้ว่าผมพูดถึงกลุ่มไหน) แต่คำถามที่เราเผชิญอยู่ก็คือ ไม่ว่าจะมีการทูตแบบไหน สิ่งที่สำคัญก็คือเราเลือกเพื่อนบ้านเราไม่ได้ ยังไงก็ต้องอยู่กับเขา จะเปลี่ยนเขาก็ยากเย็น พอกับที่เราก็ไม่อยากให้เขาเปลี่ยนเรา และที่สำคัญก็คือคนที่จะรับเคราะห์จากการทูตทั้งสามแบบนั้นไม่ใช่คนที่ตัดสินใจเดินเกมเลย
แต่หมายถึงคนที่อยู่ที่ชายแดนที่เขาควรจะสามารถสร้างสรรค์การทูตและการกำหนดนิยามของสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงที่ชายแดนได้ต่างหาก เพราะอย่าลืมว่าความวุ่นวายหรือการปิดชายแดนในฐานะเครื่องมือในการดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแทรกแซงที่ชายแดนนั้นเกินขึ้นมาตลอด และสำหรับคนที่ชายแดนสิ่งเหล่านี้คือเรื่องของชีวิตและปากท้องของเขารายวัน
ขณะที่สำหรับคนที่ส่วนกลางนั้นมันเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ความรู้สึก และสำนึกทางประวัติศาสตร์เสียมากกว่า



