
สตช.รวนทั้งระบบ
จนบัดนี้ สตช.ยังไม่มี ผบ.ตร.เป็นตัวเป็นตน เพราะฝีมือของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถูกกล่าวหาว่าเด็กดื้อ แต่ก็ยังมีคนดันทุรังจะให้มีการแต่งตั้งรอง ผบ.ตร.จนถึง ผบก.ก่อน โดยอ้างว่าทำได้และป้องกันความเสียหายจากการไม่มีหัวหน้าหน่วยตัวจริง ทั้งที่กฎหมายบ
ส่วนผู้กำกับการ ผู้บังคับการ ผู้บัญชาการนั้น งานหลักๆ คือ คอยลงชื่อในเอกสาร ต้อนรับดูแลนาย บางคนคอยส่งส่วยและวิ่งเต้นกับนักการเมืองที่มีอำนาจ หรือกับพ่อค้านักธุรกิจระดับบิ๊กที่นักการเมืองเกรงใจ เท่ากับใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับเรื่องพวกนี้ นอกเหนือจากมีเมียน้อยมีกิ๊กกันท่านละ 2-3 คน ไม่เชื่อไปตรวจสอบดู มันเป็นเช่นนี้มาสิบกว่าปีแล้ว จนถือเป็นวัฒนธรรมอันชั่วร้ายของวงการตำรวจ
พูดถึงเรื่องกฎหมาย นายตำรวจที่ทำงานอยู่ตามหน่วยงานสนับสนุนฝ่ายต่างๆ และฝ่ายอำนวยการใน สตช.ต่างพากันพูดว่า ปัจจุบัน สตช.มันรวนทั้งระบบ ไม่ว่าระบบบริหาร การสั่งการ และการประสานงาน เพราะทั้งฝ่ายการเมืองและผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไม่สนใจหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สตช. ถือเอาแต่ความต้องการทางการเมืองและการสะสมทุน ตัวอย่างเช่น
การแต่งตั้งตำรวจระดับนายพลตามมาตรา 53 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 บัญญัติให้ ผบ.ตร.คัดเลือกรายชื่อเสนอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ตร.ตามมาตรา 30 (1) และมาตรา 42 กรณีประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ ก.ตร.ที่มาประชุมเลือกคนหนึ่งเป็นประธาน ฝ่ายกฎหมายของ สตช.ก็เรียนมาเหมือนนักกฎหมายของรัฐบาลนั่นแหละ ว่าด้วยเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายและเรื่องการยึดหลักการใช้กฎหมาย นั่นคือ กรณีมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้ใช้กฎหมายเฉพาะ มิใช่กฎหมายรวม เช่น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กับ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ถ้าเรื่องตำรวจก็ต้องใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
ฝ่ายกฎหมายของตำรวจสงสัยว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาเป็นประธานการประชุม ก.ตร.ในฐานะอะไร กรณีที่นายกฯ อยู่ในประเทศไทย การประชุม ก.ตร.ที่ผ่านมาชอบหรือไม่ ? ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแต่งตั้งจะฟ้องศาลป้องกันสิทธิ์ได้หรือไม่ นี่คือปัญหา ?
คมพิทักษ์ราษฎร์



