
เรียกร้องคสช.ปลดล็อกทุกคำสั่ง เดินหน้าเลือกตั้ง
กกต.ชี้แจงแนวทางเลือกตั้งยกร่างระเบียบหาเสียงในโซเซียลมีเดียป้องกันกองแช่ง ปลอมเฟชบุ๊กใส่ร้าย ยอมรับพรรคการเมืองมีอุปสรรคในการหาสมาชิกทั่วประเทศอย่างน้อยหมื่นคน
โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ -28 ก.ย.61-กกต.ชี้แจงแนวทางเลือกตั้ง ยกร่างระเบียบหาเสียงในโซเซียลมีเดียป้องกันกองแช่ง ปลอมเฟชบุ๊กใส่ร้าย ยอมรับพรรคการเมืองมีอุปสรรคในการหาสมาชิกทั่วประเทศอย่างน้อยหมื่นคน จ่อทำหนังสือหารือคสช. ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองรุมสับกกต.ตีความกฎหมายสับสน รับรองจดพรรคการเมืองอืด พร้อมเรียกร้องคสช.ปลดล็อกทุกคำสั่งเดินหน้าเลือกตั้งอย่างเป็นธรรม
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจการแก่พรรคการเมืองและผู้ขอแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. กล่าวว่า ประเด็นการหาเสียงในโซเซียลมีเดียนั้น กกต.อยู่ระหว่างยกร่างระเบียบการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีเสรีภาพในการหาเสียงผ่านโซเซียลมีเดีย พรรคการเมืองเพียงแจ้งมายังกกต.ว่าจะหาเสียงทางเฟชบุ๊ก หรือไลน์ ในบัญชีชื่อใดโดยไม่ต้องขออนุมัติ สาเหตุที่ต้องยกร่างระเบียบเนื่องจากในการหาเสียงมีทั้งกองเชียงและกองแช่ง ซึ่งกองแช่งมีมากกว่าทำให้อาจมีผู้อื่นเข้ามาใส่ร้าย ตามที่รู้กันดีว่าเฟชบุ๊กถูกปลอมเยอะซึ่งผู้ถูกแอบอ้างไม่รู้เรื่องเลย กกต.มีเจ้าหน้าที่เทคนิคคอยตรวจสอบซึ่งดิจิตอลสามารถสืบค้นไปถึงต้นทางได้ สำหรับข้อความในการหาเสียงในโซเซียลมีเดีย ในหลักการคือห้ามใส่ร้าย สัญญาว่าจะให้ หรือซื้อเสียง ถ้าพบข้อความไม่เหมาะสม กกต.จะขอให้ลบ ถ้าไม่ลบ กกต.ก็จะลบให้
ด้านนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการกกต. ชี้แจงถึงการตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรคการเมืองว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/61 ทำให้การตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัครแตกต่างไปจากเดิม คือจาก พรป.พรรคการเมือง ที่สมาชิกเลือกผู้สมัครขึ้นมา เปลี่ยนมาเป็นตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาคัดเลือกผู้สมัคร แต่รายละเอียดการปฏิบัติทุกอย่างยังเหมือนเดิม ดังนั้นการจะเป็นผู้สมัครในจังหวัดหรือเขตใด สมาชิก ตัวแทนสาขา หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดนั้นๆเป็นผู้ให้ความเห็น ฉะนั้นถ้าส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วประเทศ อย่างน้อยก็ต้องมีการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองหรือสาขาพรรคการเมืองประจำจังหวัดๆละ 1 คน หรือ 1 สาขา เพราะตามคำสั่งคสช.ที่ 13 กำหนดว่า ในการสรรหาผู้สมัครของพรรค คณะกรรมการสรร้าพิจารณาในการสรรหาด้วย
นายแสวงกล่าวถึงแนวทางการหาสมาชิกว่า แนะนำให้ดำเนินการไปตามการหาสมาชิกเพื่อจัดตั้งพรรค 500 คน ซึ่งยอมรับว่า การหาสมาชิกของพรรคการเมืองมีปัญหาอุปสรรค สำนักงานกกต.เตรียมทำข้อหนังสือถึงคสช.เพื่อขอให้กำหนดแนวทางให้ชัดเจนขึ้น เพราะแต่พรรคจะต้องหาสมาชิกเพื่อจัดตั้งสาขาและหัวหน้าสาขาพรรค ในกรณีที่จะส่งผู้สมัครทั่วประเทศต้องมีสมาชิก 7,700 - 10,000 คน ขณะนี้ยังตอบได้ไม่เต็มร้อยว่าทำได้แค่ไหน สำหรับประเด็นการใช้โซเซียลมีเดียในการติดต่อสมาชิกและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค แต่การติดต่อกับสมาชิกนั้นจะทำได้ในประเด็นที่มีการคลายล็อกตามคำสั่งคสช.ที่ 13/61 และการติดต่อทางธุรการเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นยังถือว่าเข้าข่ายต้องห้ามตามคำสั่งคสช.ที่ 57/57 ในเรื่องการหาเสียง กกต.ยอมรับว่าเป็นห่วงเพราะไม่ได้เป็นผู้ใช้ดุลพินิจ เรื่องเกี่ยวกับความไม่สงบเรียบร้อยอยู่ในอำนาจคสช. กกต.ทำได้แค่อธิบายไม่ให้เดินมาใกล้เหว
หลังจากนั้น กกต.เปิดโอกาสให้ผู้แทนพรรคการเมืองซักถาม ซึ่งนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ถามว่า การชี้แจงของกกต.ว่าต้องมีตัวแทนสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด เห็นว่าไม่ตรงกับคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/61 โดยตนมองว่า คำสั่งดังกล่าวไปยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/60 ประเด็นเงื่อนไขการส่งผู้สมัครที่ว่าต้องมีสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำ นอกจากนี้คำสั่งที่ 13/61 ยังบอกว่าการจัดทำสาขาพรรคต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง คือวันที่ 14 ก.ย.61 ดังนั้นก่อนวันที่ 14 ก.ย.62 จึงไม่จำเป็นต้องตั้งสาขาพรรคให้เสร็จก่อนก็ได้ ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 62 พรรคการเมืองสามารถจัดส่งผู้สมัครได้โดยไม่ต้องมีสาขาพรรคครบทุกจังหวัด ขณะเดียวกันคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/61 ยังไปยกเลิกมาตรา 47 ของบทเฉพาะกาลเท่ากับพรรคไม่ต้องมีตัวแทนประจำจังหวัด แต่เขียนไปเขียนมาก็ไปพันกันว่า คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครต้องฟังสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและสมาชิก
"ผมอ่านกฎหมายวนไปมาเป็น 10 รอบ เข้าใจว่ากกต.ตีความกฎหมายผิด พรรคเพื่อไทยทำหนังสือสอบถามกกต.มา 3 สัปดาห์แล้วว่า กกต.ตีความอย่างไร แต่จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้คำตอบ ก็ไม่รู้ว่าที่รองฯแสวงพูดเป็นมติกกต.แล้วหรือยัง"นายชูศักดิ์กล่าว
จากนั้น นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ผู้แทนพรรคชาติพัฒนา ได้แสดงความเห็นสนับสนุนนายชูศักดิ์ พร้อมระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 45 กำหนดเพียงให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร เพราะฉะนั้นคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ก็น่าจะรับฟังความเห็นจากสมาชิกเพียงอย่างเดียวก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแล้ว
ต่อมานายแสวงชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้รับฟังความเห็นจากสมาชิกอย่างกว้างขวาง จึงต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก กกต.ยังไม่มีมติ แต่คงจะเป็นไปตามแนวทางที่ได้ชี้แจง หากมีหนังสือตอบพรรคเพื่อไทยก็จะทำหนังสือเวียนให้ทุกพรรคการเมืองทราบเช่นกัน
ด้านนายปิยะบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เรียกร้องให้กกต.พิจารณารับรองการจัดตั้งพรรคการเมืองให้กับกลุ่มการเมืองทั้ง 119 กลุ่มโดยเร็ว เพราะจากการศึกษาค่าเฉลี่ยที่กกต.อนุมัติรับรองพรรคการเมืองอยู่ที่ 97 วันหรือ 2 เดือนเศษ หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 24 กพ.62 หรือยืดออกไปในเดือน พ.ค .62 กกต.ก็คงอนุมัติไม่ทัน และพรรคยังต้องหาสมาชิกซึ่งอย่างน้อย 7,700 -10,000 คน คำตอบของนายแสวงไม่สามารถให้คำยืนยันว่า ระยะเวลาของกกต.จะทำให้พรรคหาสมาชิกได้ทันหรือไม่ ให้คำตอบในทำนองว่าไปลุ้นเอาเอง หรือไปตายเอาดาบหน้า
"ผมเข้าใจว่าอุปสรรคต่างๆ ไม่ได้เกิดจากกกต.แต่เกิดจากคสช. ที่ออกคำสั่งต่างๆเกี่ยวกับพรรคการเมืองโดยไม่เอื้ออำนวยต่อผู้ปฏิบัติและพรรคการเมือง เราจะไม่ต้องมาเสียเวลาพูดถึงปัญหาเหล่านี้เลย ถ้าคำสั่งเหล่านี้ไม่มีอยู่หรือถูกยกเลิกไป จึงอยากให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และกกต. ช่วยกันแสดงความเห็นให้คสช.ปลดล็อกทั้งหมดแล้วเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรม" นายปิยะบุตรกล่าว
นายแสวง ชี้แจงว่า กกต.พยายามเร่งรัดรับรองการจัดตั้งพรรคการเมือง กรอบเวลา 45 -60 วัน อยู่ในมือกกต.ไม่ถึง 2 สัปดาห์ และกำชับมาตลอดให้กลุ่มการเมืองทำงานธุรการมาให้เรียบร้อย ถ้าทำเอกสารเรียบร้อยก็เสร็จเร็ว โดยเฉพาะเลขประจำตัว 13 หลักต้องตรง
นอกจากนี้ยังมีผู้แทนพรรคการเมืองแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย อาทิ การยกเลิกเกณฑ์ต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนการเลือกตั้ง หรือถ้ายุบสภาฯใช้เวลา 30 วันในการสังกัดพรรค หากสภาฯครบวาระต้องสังกัดพรรคภายใน 90 วัน กรณีคสช.ยึดอำนาจต้องสังกัดพรรคภายในกี่วัน



