
เอกชนเชื่ออาเซียนรวมตัวไทยได้ประโยชน์
เอกชนประเมินไทยรับประโยชน์จากเออีซี มั่นใจไทยอยู่ในสถานะแข่งขันได้ กระตุ้นรัฐวางมาตรการป้องกันการแข่งขันไม่เป็นธรรม เจโทรชี้การเปิดเสรีด้านการลงทุนทำให้ประเทศในอาเซียนน่าสนใจมากขึ้น นักธุรกิจญี่ปุ่นเล็งขนเงินมาลงทุนเพิ่ม
การประชุมอาเซียน บิสซิเนส ฟอรัม 2009 วันที่สอง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ร่วมกับหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทยจัดขึ้น ภาคเอกชนต่างมองว่า การรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น
นายเกริกไกร จิระแพทย์ ประธานกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไทยอยู่ในสถานะที่ดีสำหรับการแข่งขันในกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แต่ก็ต้องมีการเตรียมพร้อมขยายพื้นที่เศรษฐกิจ มีแผนระดับชาติที่ดี และภาคเอกชนต้องยอมรับว่าการรวมตัวกันของกลุ่มเศรษฐกิจนี้เป็นสิ่งที่ดี อย่ามองว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลต้องหามาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมขึ้นมา
สำหรับสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ที่อาเซียนต้องทำ คือ การจำกัดจำนวนสินค้าในบัญชีรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ตามข้อตกลงเขตเสรีทางการค้าอาเซียน (อาฟตา) ที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก ให้ลดลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีเหลืออยู่ เพราะบัญชีนี้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของเออีซีที่ต้องการให้เปิดเสรีทั้งหมด
"สิ่งที่สำคัญที่สุดในความคิดของผมคือ ก่อนที่จะมีการเปิดเสรีการค้านั้น ต้องเปิดใจตัวเองก่อน และมีความมั่นใจว่า สามารถแข่งขันได้ อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องการปกป้องทางการค้าเพียงอย่างเดียว" นายเกริกไกรกล่าว
ด้านนายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศ แห่งญี่ปุ่น (เจโทร) มองว่า การเปิดเสรีด้านการลงทุน และการไหลของเงินทุน จะทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีความน่าสนใจในแง่ของโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น เพราะจะทำให้มีความน่าสนใจที่จะเข้าลงทุนมากขึ้น มีการพัฒนาด้านยุทธศาสตร์ และธุรกิจใหม่ๆ ทั้งยังทำให้ต้นทุน และช่วงเวลาในการผลิตลดลง
"การเปิดเสรีดังกล่าว จะเป็นโอกาสสำคัญอย่างมาก ในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ของตลาด และกลุ่มผู้บริโภค" นายยามาดะกล่าว
ส่วนอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่า มีความน่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากกว่าจีน หรืออินเดีย คือ ด้านการผลิตและภาคบริการต่างๆ ที่สนับสนุนการผลิต โดยในส่วนของตลาดจีนนั้น แม้ทั่วโลกจะให้ความสนใจเข้ามาลงทุน แต่ก็เป็นตลาดที่เข้าถึงได้ยาก ขณะที่อินเดียนั้น ถือเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่สำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น ทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคย ตรงกันข้ามกับอาเซียน ที่ญี่ปุ่นมักคุ้นเป็นอย่างดี และทำธุรกิจได้สะดวกใจกว่า



