ข่าว

"เพื่อไทย" จี้ ต้องทำงานไม่อยู่ใต้เงา คสช. 

"เพื่อไทย" จี้ ต้องทำงานไม่อยู่ใต้เงา คสช. 

28 ก.ย. 2561

"เพื่อไทย" เตรียมถาม กกต.หลายประเด็น จี้ต้องทำงานไม่อยู่ใต้เงา คสช. 

 

          28 ก.ย.61-ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมร่วมกับกกต. ว่า เรื่องแรกที่ตนอยากฝาก คือการที่มีการกำกับว่าต่อไปนี้สาขา ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ไม่ใช่เงื่อนไขในการส่งผู้สมัคร ซึ่งหมายความว่า ถ้าไม่มีสาขา ไม่มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ก็สามารถส่งผู้สมัครได้ ในส่วนนี้เองจะมีความขัดแย้งกับการยกเลิกคำสั่งที่ 53 จึงต้องถามว่า ท้ายที่สุดแล้วจะขัดแย้งกันหรือไม่ หรือถ้ามีจะขัดแย้งมากน้อยขนาดไหน นอกจากนี้เรา อยากถามกกต. จากคำสัมภาษณ์ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ช่รัฐบาลรักษาการ และมีอำนาจเต็ม แม้มีกฤฎีกาเลือกตั้งแล้วเขาก็ยังมีอำนาจเต็ม สามารถแต่งตั้งโยกย้ายได้ ถามว่า นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และมีความชอบธรรมหรือไม่ แม้บทเฉพาะกาลจะไม่ได้บอกให้เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่คำถามคือ แล้วจะมีความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะยังมีอำนาจ สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้เต็มที่ เพราะถ้าเป็นรัฐบาลปกติทำไม่ได้ ซึ่งตนก็จะบอกกับกกต.ไปว่า หากเปิดดูรัฐธรรมนูญตนคิดว่ากกต.มีอำนาจเต็ม ในการสั่งให้หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งให้รัฐบาลยุติการกระทำใดๆที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิยุติธรรมได้ เรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้า จุดใหญ่คือจะทำอน่างไรให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม

 

 

          "เพื่อไทย" จี้ ต้องทำงานไม่อยู่ใต้เงา คสช. 

            เมื่อถามว่า การเสนอชื่อนายกฯตามมาตรา 88 จะขัดกับมาตรา 106 หรือไม่ เพราะนายกฯอาจจะไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่เราทำอยู่ ข้อบังคับของพรรคเพื่อไทย เราก็เห็นประเด็นนี้ แต่ในท้ายที่สุดเราก็กำหนดไว้ในข้อบังคับว่า คนที่จะถูกเสนอเป็นนายกฯได้ต้องเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเราเชื่อว่าการกำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และคิดว่าเป็นความเหมาะสม ใครจะเป็นนายกฯของพรรคใด ก็ควรเป็นสมาชิกของพรรคนั้นด้วย

            ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนมี 3 ประเด็นที่จะมาพูดคุยกับ กกต. คือ 1.การไม่ให้หาเสียงนั้น ตนคิดว่ารัฐบาลเป็นผู้ที่มีอำนาจมากทุกอย่าง และตระหนักว่าผลสำรวจจากโพลต่างๆ รวมถึงความรู้สึกของประชาชน พวกเขาอยากเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง อยากมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น อย่าใช้เรื่องความมั่นคง อย่ากลัวเรื่องความวุ่นวายต่างๆใช้เป็นเงื่อนไขปิดกั้นไม่ให้พรรคดารเทองแสดงความเห็น สื่อสารกับประชาชน เพื่อทำความเข้าใจในทางเลือกต่างๆให้ประชาขนได้คิด ไม่ควรถูกจำกัดด้วยความว่าหาเสียงมาเพื่อปิดกั้น เพราะคำว่าหาเสียงเลือกตั้งที่รัฐบาลนำเสนอตีความได้กว้าง อาจจะทำให้กลายเป็นประเด็นที่นำไปใช้กลั่นแกล้ง หรือกีดกันทางการเมือง 

          นายภูมิธรรมกล่าวต่อไปว่า 2.การใช้โซเชียลมีเดีย รัฐบาลไม่ควรแสดงท่าทีที่กีดกันไม่ให้ประชาขนได้ใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อสื่อสารประสานงานกัน รัฐบาลอย่าใช้ตัวเองเป็นความถูกต้องในการกำกับ หรือกีดกันการแสดงความเห็น โลกที่เจริญแล้ว เขาใช้โซเชียลมีเดียซึ่งเป็นวิถีทางที่จะทำให้การเลือกตั้งประหยัด และทำให้ทุกคนได้มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน และ 3.กกต.เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจกรรมการเลือกตั้งทั้งหมด ตนเห็นว่ากกต.ต้องใช้ดุลพินิจในการดำเนินการให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งฟรี และแฟร์ ไม่ใช้ยอมติดกรอบอยู่กับผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ยอมติดกรอบที่ผู้มีอำนาจะใข้กฎหมายที่ตัวเอร่างมาเอื้ออำนวยให้ตัวเองได้เปรียบในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จึงอยากให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาไตร่ตรองในประเด็นเหล่านี้ด้วย