ข่าว

 รื้อโควตาลอตเตอรี่ใหม่ลดรายย่อยเหลือ50%

รื้อโควตาลอตเตอรี่ใหม่ลดรายย่อยเหลือ50%

26 ต.ค. 2552

สำนักงานสลากฯ รื้อโควตาลอตเตอรี่ใหม่ ลดรายย่อยเหลือ 50% ดันนิติบุคคล-มูลนิธิเพิ่มเท่ากัน 25% อ้างคุมง่ายหากทำผิดกฎ พร้อมรื้อเกณฑ์คุณสมบัติผู้ที่จะได้รับโควตาใหม่หมดทุกประเภท บอร์ดอนุมัติสลากการกุศลเพิ่มอีก 16 ล้านฉบับ เริ่มงวด 16 ธ.ค.นี้ มั่นใจราคาลงแน่ ส

 นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ว่า ที่ประชุมมีมติให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล วางหลักเกณฑ์ในการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอตเตอรี่) ใหม่ โดยเป็นผลจากการนำผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการปราบปรามการขายสลากฯ เกินราคา และอนุกรรมการวางหลักเกณฑ์จัดสรรสลากฯ มาพิจารณาเพื่อให้การจัดแบ่งโควตาการขายลอตเตอรี่มีความเข้มข้นขึ้น โดยต้องการปรับลดสัดส่วนการจัดสรรโควตาในส่วนของผู้จำหน่ายรายย่อย ที่มีกว่า 4 หมื่นราย แต่รับโควตาถึง 70% ของลอตเตอรี่ที่พิมพ์ขายแต่ละงวดให้เหลือเพียง 50% แล้วไปเพิ่มในโควตาในส่วนของสมาคม มูลนิธิ องค์กรการกุศล 70 แห่งจากเดิมที่มีสัดส่วน 15% เพิ่มเป็น 25% และนิติบุคคลจาก 15% เป็น 25% โดยขณะนี้กำลังจัดทำหลักเกณฑ์ จากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดในครั้งต่อไป

 “ขณะนี้โควตาลอตเตอรี่ได้หมดสัญญากับสำนักงานสลากฯ ไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 แต่ไม่รู้ว่าสำนักงานสลากฯ ยังขายมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร โดยไม่มีสัญญาและยังคงยึดการจัดสรรโควตากันแบบโบราณ ให้รายย่อย 70% ซึ่งบางคนรับงวดละ 1-2 เล่มเท่านั้น เห็นว่าไม่เพียงพอที่จะมีรายได้จากการประกอบอาชีพดังกล่าว และเชื่อว่าคนเหล่านี้รับไปขายต่อ ซึ่งเราต้องการลดจำนวนเหล่านี้ลง ส่วนสมาคม มูลนิธิ องค์กรการกุศล บางแห่งก็ไม่ได้เสียภาษี ไม่ได้จดทะเบียนขอยกเว้นภาษี เราจึงปรับเกณฑ์ใหม่ที่ต้องการดูว่ามีรายชื่อสมาชิกอย่างไร ให้แนบมาด้วย” นายนครินทร์กล่าว

 สำหรับสาเหตุที่ต้องการให้นิติบุคคลและองค์กรการกุศลเพิ่มขึ้น เพื่อให้สำนักงานสลากฯ สามารถควบคุม และป้องกันปัญหาต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง โดยหากไม่ปฏิบัติตามกฎของสำนักงาน ก็สามารถตัดสิทธิ์ได้ทันที ซึ่งจะสะดวกมากกว่าการลงไปควบคุมรายย่อยต่างๆ ที่สำคัญเมื่อได้เกณฑ์ในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการรับโควตาทุกประเภทแล้ว สำนักงานสลากฯ จะยกเลิกรายชื่อผู้ที่ได้โควตาเดิมทั้งหมดทิ้ง แล้วเปิดรับสมัครใหม่ แต่คาดว่าคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน เนื่องจากสำนักงานสลากฯ จะต้องทำหนังสือแจ้งผู้ที่ได้โควตาเดิมทุกราย และรอการตอบกลับมาหากต้องการโควตาเหมือนเดิมก็ต้องปรับปรุงคุณสมบัติให้ครบตามเกณฑ์ใหม่แล้วมาสมัครใหม่

 นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวผ่านเครื่องอัตโนมัติ (หวยออนไลน์) ที่สำนักงานสลากฯได้รายงานผลกระทบทางสังคมและมาตรการเยียวยาให้พิจารณา ซึ่งมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่คณะกรรมการได้ตีกลับมาตรการเยียวยาและให้ปรับปรุงมาตรการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยสำนักงานสลากฯ ได้เสนอให้จัดตั้งกองทุนผู้ได้รับผลกระทบจากหวยออนไลน์ แต่กลับไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจและขอบเขตตามกฏหมายที่สำนักงานสลากฯ จะสามารถจัดตั้งกองทุนได้หรือไม่

 อีกทั้งรายได้จากหวยออนไลน์จะต้องนำส่งเป็นรายได้รัฐบาล หากจัดสรรมาจัดตั้งกองทุนอาจผิดกฎหมาย ที่ประชุมจึงให้สำนักงานสลากฯ กลับไปทบทวนเรื่องนี้ ก่อนนำมาเสนอให้บอร์ดพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป และจะเชิญ นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในฐานะประธานดำเนินงานสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการหวยออนไลน์ มาชี้แจงผลสรุปของผลสำรวจให้ที่ประชุมทราบด้วย

 “ประธานบอร์ดสลากฯ ขอให้ดูมาตรการเยียวยาให้เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่ทำเป็นสัญญาลอย ๆ เช่น การตั้งกองทุนเป็นอำนาจที่สำนักงานทำได้หรือไม่ ยอมรับว่าหลายมาตรการนั้นดำเนินการได้ทันที เช่น ตั้งศูนย์ฮอตไลน์ ขณะที่ผลกระทบป้องกันเด็กและเยาวชนนั้นให้สร้างความชัดเจนเช่นกัน โดยให้นำเสนอประชุมครั้งหน้า” นายนครินทร์กล่าว

 อย่างไรก็ตาม สำนักงานสลากฯ ยืนยันว่า ยังต้องการเดินหน้าโครงการขายหวยออนไลน์ โดยล่าสุดคณะกรรมการได้อนุมัติให้ต่อสัญญาเช่าอาคาร บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่บางรักอีก 1 ปี เพื่อใช้เป็นศูนย์ดูแลระบบซอฟต์แวร์ของหวยออนไลน์ ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันของสำนักงานสลากฯ ต่อโครงการหวยออนไลน์ และยังหวังว่าโครงการหวยออนไลน์น่าจะเปิดขายได้ภายในสิ้นปีนี้

 นายนครินทร์กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้อนุมัติให้สำนักงานสลากฯ จัดพิมพ์ลอตเตอรี่การกุศลเพิ่มอีก 16 ล้านฉบับ โดยเริ่มตั้งแต่งวดวันที่ 16 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นโควตาของสภากาชาดไทย 4 ล้านฉบับ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อีก 12 ล้านฉบับ จากปัจจุบันที่พิมพ์อยู่ 50 ล้านฉบับ ทำให้มีสลากทั้งสิ้น 66 ล้านฉบับ เชื่อว่าจะมีผลทำให้ปัญหาราคาสลากแพงนั้นลดลงได้ในระดับที่น่าพอใจ

 นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ยอดตัวเลขการพิมพ์สลากที่แน่นอนแล้ว สำนักงานสลากฯ ต้องใช้เวลาอีก 1 เดือน ในการปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ให้รองรับปริมาณการพิมพ์และการจัดสรรรางวัลที่เพิ่มขึ้นให้เรียบร้อย ก่อนที่จะพิจารณานำมาตรการกระจายรางวัลที่ 1 เป็น 33 ครั้งมาใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาลอตเตอรี่ราคาแพง และปัญหาการรวมชุดลอตเตอรี่หมดไปอย่างแน่นอน