ข่าว

ทหารแก่กับการเมืองสมัยนี้

ทหารแก่กับการเมืองสมัยนี้

27 ต.ค. 2552

ตอนแรกว่าจะตั้งชื่อคอลัมน์ครั้งนี้ว่า "ทหารแก่กับการเมืองใหม่" แต่ก็กลัวทางทีมงานที่ผูกขาดคำว่าการเมืองใหม่จะเคือง เพราะไม่ได้ต้องการเขียนเรื่องไปเกี่ยวข้องด้วยเลย

สิ่งที่อยากจะลองพิจารณาก็คือการตีความว่าด้วยเรื่องของปรากฏการณ์ที่ "อดีต" ทหารประชาธิปไตยอย่าง พล.อ.ชวลิต และยังเติร์ก อย่าง พล.อ.พัลลภ และอดีตทหารร่วมรุ่นของพ.ต.ท.ทักษิณจำนวนมากได้เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเสียงข้างมากในสภา (จะมากที่สุดหรือไม่ก็ว่ากันอีกเรื่อง แต่เคยเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดก่อนจะถูกยุบพรรคนั่นแหละครับ)

 เรื่องนี้สะท้อนพัฒนาการทางการเมืองของไทยที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ที่สำคัญก็คือ ถ้าในภาษาวิชาการเราอาจจะเรียกว่านี่คือหนึ่งใน "ผลที่ไม่ได้คาดหมาย" (unintended consequence) ที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการปรับเปลี่ยน/แทรกแซงต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินมาในห้วงเวลาไม่กี่ปีนี้ โดยเฉพาะภายหลังการทำรัฐประหารเมื่อสามปีที่ผ่านมา

 ผมเห็นว่าการเข้าร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคที่มีสายสัมพันธ์กับคุณทักษิณเช่นนี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจในแง่ของการ "ป้องกันตัวเอง" ของคุณทักษิณและฝ่ายค้านในการเมืองประชาธิปไตยที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านจากการถูกบีบให้ออกจากการเป็นฝ่ายรัฐบาล ทั้งจากการรัฐประหารเมื่อสามปีก่อน และกระบวนการตัดสิทธิ์หัวหน้าพรรคถึงสองครั้งและยุบพรรคอีกสองครั้ง

 ฉากหน้านั้นสิ่งที่เราเห็นคือการที่ทหารนั้น "ถอดเครื่องแบบ" ลงเล่นการเมือง แต่ประเด็นที่ท้าทายก็คือทหารนั้นถอดเครื่องแบบได้จริงๆ หรือเราต้องใช้พลังของมวลชนในการห้ามทหารใส่เครื่องแบบกันแน่

 สิ่งที่เราเห็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะว่านับจากการทำรัฐประหารมานั้น ทักษิณและนักการเมืองฝ่ายทักษิณนั้นถูกกดดันจากระบอบไม่เอาทักษิณที่มีทหารเป็นหนึ่งในทีมงานอย่างชัดเจน ตั้งแต่การประกาศกฎอัยการศึกในหลายพื้นที่ที่มีการลงประชามติรับ/ไม่รับรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการเลือกตั้ง และการสามารถเข้าไปเอาข้อมูลที่นำไปสู่การดำเนินคดียุบพรรค

 ถ้าลองพิจารณาดูแล้ว จะพบว่าหากทหารเก่าพวกนี้ยังพอมีบารมีอยู่บ้าง (มิพักที่จะต้องเข้าใจว่าทหารเหล่านี้มีบทบาทในงานการเมืองในยุคพล.อ.เปรมมาก่อน) การที่ทหารในระบอบไม่เอาทักษิณนั้นจะสามารถเข้าไปในพื้นที่ของพรรคฝ่ายค้านนั้นก็จะยากมากขึ้น และทำให้การที่ทหารในระบอบไม่เอาทักษิณจะกล้าออกมาให้ความเห็นทางการเมืองแบบที่อยากจะพูดอะไรก็พูด ในทำนองที่ย้อนกลับไปเหมือนยุค "ข่าวการเมืองคือข่าวความเห็นและการวางตำแหน่งการขึ้นสู่ผู้บัญชาการทหารบกของทหาร" นั้นเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะทหารใหม่เหล่านี้จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทหารเก่าห้าสิบกว่าคนเป็นอย่างน้อย แถมยังเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของเขาเข้าไปด้วย

 สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์ประชาธิปไตยด้วยพลังสี่ประสานของมวลชนบนถนน การทำรัฐประหาร คำตัดสินของศาล และการกดพรรคการเมืองต่างๆ ไว้ด้วยกรอบกติกาในการตรวจสอบนักการเมืองและด้วยอิทธิพลของเครือข่ายไม่เอาทักษิณดังที่ผ่านมา

 แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี้จะทำให้เราเข้าใกล้ความเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมากน้อยแค่ไหนอันนี้ผมไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ แต่ที่ผมค่อนข้างแน่ใจก็คือคำว่าความสัมพันธ์ของทหาร (และทหารแก่) กับการเมืองนั้นคงจะต้องนิยามกันใหม่ และคำว่า "ทหารถอดเครื่องแบบมาเล่นการเมือง" นั้นก็คงจะต้องคิดกันใหม่อีกมากครับผม