
ชงลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอุ้มส่งออกยื่นคลัง300รายการ
พาณิชย์ชงคลังลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ 300 รายการ กระตุ้นยอดส่งออกสินค้า คาดมีผลต้นปีหน้า หนุนส่งออกโต 10-15% ยันเปิดเสรีใต้กรอบอาฟต้าไม่กระทบสินค้าเกษตร
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทยเกี่ยวกับแนวทางการปรับลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อกระตุ้นการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ขณะนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว และเตรียมเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบรวมแล้วประมาณ 300 รายการ
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับผู้ส่งออก ซึ่งจะนำข้อสรุปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หากไม่มีปัญหา คาดว่ากระทรวงการคลังจะทำการปรับลดภาษีสินค้าทุกรายการได้แล้วเสร็จตามข้อเสนอได้ภายในต้นปี 2553 แน่นอน
“กระทรวงการคลังบอกว่าการลดภาษีมุมน้ำเงิน ต้องใช้เวลาเป็นปีในการปรับโครงสร้าง เราจึงขอลดภาษีวัตถุดิบ 300 รายการก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงการคลังอยู่แล้ว เพราะหากไม่เร่งลดภาษีอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย เนื่องจากการลดภาษีสินค้าต่างๆ ภายใต้กรอบอาฟต้า จะทำให้ต้นทุนการผลิตของประเทศต่างๆ รวมทั้งคู่แข่งของไทยถูกลงอยู่แล้ว หากเราไม่ลดภาษีให้ผู้ประกอบการไทยอาจแข่งขันลำบาก” นางพรทิวากล่าวและว่า การลดภาษีวัตถุดิบกว่า 300 รายการนี้ เชื่อว่า จะช่วยกระตุ้นให้การส่งออกปีหน้าขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 10-15%
สำหรับวัตถุดิบที่เสนอให้ลดภาษีนำเข้าประกอบด้วย 4 หมวด คือ 1.สินค้าที่ใช้วัตถุดิบที่ไม่มีในประเทศไทย และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จะเสนอให้มีการลดภาษีนำเข้าเป็น 0% 2.สินค้ากลุ่มที่สามารถขอคืนภาษี 19 ทวิ เสนอให้จัดกลุ่มใหม่ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการเก็บภาษี 3.สินค้าวัตถุดิบนำเข้าที่รัฐบาลกำหนดให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ 3 ส่วนผลิต เพื่อการส่งออกไปจำหน่ายต่อเสนอให้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้า และ 4.สินค้ากลุ่มที่ขอคืนภาษีมุมน้ำเงินได้ แต่จะจัดกลุ่มให้มีขนาดเล็กลง โดยเน้นเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เป็นต้น
ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการลดภาษีสินค้าลงเหลือ 0% ตามข้อผูกพันเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ว่า การเปิดเสรีการค้าครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสินค้าเกษตร โดยรัฐบาลได้วางมาตรการในการดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้ โดยเฉพาะปัญหาการนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อบ้าน ว่าจะต้องไม่นำเข้าในช่วงที่รัฐบาลทำการประกันราคาข้าว อีกทั้งผู้ที่นำเข้าจะต้องมีใบอนุญาตค้าข้าวอย่างถูกต้อง โดยจะเน้นการตรวจสอบคุณภาพข้าวก่อนนำเข้าทุกครั้ง



