
โวยสรรพากรรีดเลือดปูเรียกเก็บภาษีข้าวหลามข้างทาง
พิษณุโลก - พ่อค้าแม่ค้าขายข้าวหลามริมถนนโวย สรรพากรเรียกเก็บภาษี รีดเลือดกับปู โอดครวญขายแต่ละวันรายได้พอยังชีพเท่านั้น แถมยังต้องเสียภาษีให้กับอบต. รู้สึกท้อใจ รัฐน่าจะสนับสนุนให้เป็นสินค้าที่โดดเด่น ด้านสรรพากรแจงเป็นหน้าที่ตามกฏหมายที่ผู้ขายข้าวหลามข้
วันที่ 2 มี.ค. 52 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ม.6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ว่ามีอาชีพขายข้าวหลามข้างทาง แต่ถูกทางเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้มีรายได้มากมาย และเสียให้กับ อบต.เป็นประจำอยู่แล้ว จึงได้เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าบริเวณถนนสายพิษณุโลก-พรหมพิราม ช่วงก่อนถึงสำนักงานตำรวจภูธรภาค 6 มีการตั้งการตั้งแผงตั้งโต๊ะขายข้าวหลามอยู่ประมาณ 3-4 ราย จากการสังเกตนานๆจะเห็นรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาจอดซื้อข้าวหลามสักคัน
จากการสอบถามนางพยุง ณัฐาศิริพร อายุ 42 ปี อยุ่บ้านเลขที่ 48/1 ม.6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ว่ามีอาชีพเผาข้าวหลามขายมาเป็นเวลา 11 ปี พอมีรายได้จากการขายข้าวหลามเลี้ยงครอบครัว แต่ก่อนขายกระบอกละ 5 บาท แต่ช่วงหลังได้เพิ่มราคาขายเป็นมัดๆละ 3 กระบอก ราคา 20 บาท เนื่องราคาวัสดุของที่ใช้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้กำไรอะไรมากนัก หากรู้จักเก็บประหยัดก็พออยู่ได้ ที่ผ่านมาตนได้เสียภาษีให้กับ อบต.มาตลอด นอกจากนั้นยังต้องเสียภาษีป้ายที่เขียนติดเอาไว้ 200 บาท ต่อมาต้องเอาออก เพราะไม่อยากมีภาระเพิ่มขึ้น เนื่องรายได้ไม่ได้มากเท่าไหร่
ส่วนการเก็บภาษีข้าวหลาม ทางเจ้าหน้าที่ได้วัดขนาดของโต๊ะที่วางขายข้าวหลาม มีขนาดใหญ่มากแค่ไหน ทำให้ต้องเสียภาษีมากกว่าความเป็นจริง ซึ่งผู้ที่ขายข้าวหลามต่างรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่มีเพียงแต่ อบต.มาเก็บ ยังมีเจ้าหน้ากรมทางหลวงมาตรวจสอบ ไม่ต้องการให้พวกตนขายข้าวหลาม เพราะอยู่บนไหล่ทางหลวง ทั้งที่ตนก็ไม่ได้สร้างร้านค้าอะไรถาวรบนทางถนนแต่อย่างใด เพียงเอาโต๊ะมาตั้งวางข้าวหลามขายเท่านั้น โดยมีร่มกางกันแดดเอาไว้ และไม่ได้ลงไปกีดขวางทางจราจรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งไม่ทราบว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้มองความเดือดร้อนของชาวบ้าน ทั้งที่ทำมาหากินโดยสุจริต มีอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ก็น่าจะสนับสนุนส่งเสริมพวกตนต่างหาก
ด้านนางหลำ อินทร์ปาน อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 104 ม.6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก กล่าวด้วยความท้อแท้ใจว่า ที่ผ่านได้เสียภาษีส่วนหนึ่งให้กับ อบต.ไปแล้ว มีทั้งค่าป้าย ค่าภาษีโรงเรือน พอมาตอนหลังมีการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สรรพากรว่าพ่อค้าแม่ค้าขายข้าวหลามมีรายได้มากต้องมีการเก็บภาษีอีก พวกตนไม่เข้าใจทำไมต้องมีการเก็บภาษีกันหลายหน่วยงาน เพราะรายได้จากการเผาข้าวหลามข้างทาง ไม่ได้มีรายได้มากมายอย่างที่ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรคิดกัน เพราะต้องใช้จ่ายในการหาซื้อวัสดุอุปกรณ์มาทำ แต่ละวันก็พออยู่ได้ขอให้ไม่ขาดทุนก็พอแล้ว หากจะไปรับจ้างงานทั่วไปก็ไม่ไหว รายได้จากการเผาข้าวหลามก็พอจะอยู่ได้ไม่เดือดร้อน เราไม่ทำใหญ่โตหรือเปิดเป็นร้าน เพียงเอาโต๊ะมาตั้งวางขายเท่านั้น ทำไมรัฐไม่มาดูแลเรื่องอาชีพให้กับชาวบ้าน สนับสนุนเป็นสินค้าประจำอำเภอ หรือพยายามส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น
นายวราพร ยิ้มสบาย เจ้าหน้าที่สรรพกร อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีกับแม่ค้าข้าวหลาม เป็นเงินได้ประเภททำอาหาร คนโสดถ้ารายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี ต้องเสียภาษี ถ้ามีคู่สมรสรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปีต้องเสียภาษี สำหรับแม่ค้าข้าวหลาม ที่ หมู่ 6 ต.มะตูม รายได้น่าจะเกินกว่า 3 หมื่นบาท เนื่องจากการสำรวจทราบว่า ใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหลามวันละ 1 ถัง ราคาประมาณ 400-500 บาท ไม่รวมกะทิ น้ำตาล ไม้ไผ่ การขายต่อวันอย่างต่ำ 500 บาท คูณ 365 วัน หนึ่งปีจะมีรายได้กว่า 1 แสนบาทแน่นอน ตรงนี้เป็นกฎหมายปกติผู้มีเงินได้จากรายได้ทุกคนต้องยื่นเสียภาษี
สำหรับกรณีแผงจำหน่ายข้าวหลาม พึ่งยื่นหนังสือตรวจสอบข้อมูลไปยังผู้เสียภาษี เพราะไม่เคยเข้าระบบการเสียภาษี ภาษีที่จัดเก็บของสรรพกรไม่มาก เพียงร้อยละ 50 สตางค์ ถ้าอายุเกิน 65 ปี รายได้ 1.5 แสนบาทก็ได้รับการยกเว้นภาษี อยากให้แม่ค้าข้าวหลาม เข้ามาพูดคุย การจัดเก็บภาษีไม่ได้จัดเก็บ 100 % ถ้าคำนวณต้นทุนกำไร อาจเสียภาษีไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น ตอนนี้แม่ค้าไม่มาพูดคุยสอบถาม และไม่เข้าใจกฏหมาย จึงไปร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และสื่อมวลชนหลายแขนง



