ข่าว

"เบ็นคิว"รุกตลาดโปรเจกเตอร์-ไอที เสริมแกร่งครึ่งปีหลัง

"เบ็นคิว"รุกตลาดโปรเจกเตอร์-ไอที เสริมแกร่งครึ่งปีหลัง

14 ก.ย. 2561

"เบ็นคิว"รุกตลาดโปรเจกเตอร์-ไอที ชูกลยุทธ์"4เอ"เสริมแกร่งครึ่งปีหลัง

 

                “Marketing 4.0” หนังสือสุดฮอตด้านการตลาดยุคใหม่ เขียนโดย ฟิลิป โคเลอร์ นักการตลาดระดับโลก โดยใช้ 5A ดึงลูกค้า แทนกลยุทธ์ 4P ที่เบ็นคิว (ประเทศไทย) นำมาใช้ในการส่งเสริมการขายจนประสบความสำเร็จเป็นรายแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดูจากความสำเร็จของธุรกิจ 6 เดือนแรกในปี 2561 ด้วยยอดขายที่เติบโตสูงขึ้นถึง 149 ล้านบาท คิดเป็น 16% ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกในปี 2560 ส่งผลให้ เบ็นคิว (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในแบรนด์สินค้าที่จัดจำหน่ายด้านอุปกรณ์เครือข่ายดิจิทัล รวมถึงเทคโนโลยีด้านไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างสูงในช่วงที่ผ่านมา พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคคนไทยให้ครอบคลุมธุรกิจทุกขนาด

"เบ็นคิว"รุกตลาดโปรเจกเตอร์-ไอที เสริมแกร่งครึ่งปีหลัง

            ธัญรัก นาสมยนต์ ผู้จัดการใหญ่บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ถึงแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดของเบ็นคิวประเทศไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาว่า ทั้งด้านยอดขายและส่วนแบ่งตลาด  ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด วิสัยทัศน์ และนโยบายในการพัฒนาส่วนต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่ตรงจุด และส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยมุ่งไปที่การเข้าถึงตลาดเป้าหมาย ส่งผลให้ยอดขายในครึ่งปีแรกของปี 2561 เติบโตสูงขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกในปี 2560 

               “ในส่วนยอดหลักของบริษัทนั้นยังคงมาจากผลิตภัณฑ์โปรเจกเตอร์ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของรายได้รวมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 หากดูภาพรวมตลาดโปรเจกเตอร์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้นลดลงประมาณ 3% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการชะลอการสั่งซื้อจากภาครัฐ แต่เบ็นคิวก็ยังคงรักษาอันดับส่วนแบ่งทางตลาดอยู่ที่อันดับ 4 ของตลาดโปรเจกเตอร์ประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 6%”

              เธอเผยต่อว่า ในสิ้นปี 2561 นี้เบ็นคิวตั้งเป้าที่จะขยายส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 7%  และขยายเป็น 10% ในปี 2562 เนื่องด้วยจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สิ้นปีนี้ของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่สามารถรองรับและครอบคลุมธุรกิจทุกขนาดด้วยการจำหน่ายแบบโซลูชั่น รวมทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมไม่ว่าจะเป็นจอดิจิทัล ไซเนจ หรือระบบห้องประชุมอัจฉริยะ (Smart Meeting Room" ซึ่งจะส่งผลให้เบ็นคิว ประเทศไทย ยังคงมียอดจำหน่ายสูงเป็นอันดับต้นของประเทศไทยอีกครั้ง 

                การเติบโตของเบ็นคิว จึงเป็นผลมาจากกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี และบริการด้านโซลูชั่นสมัยใหม่ โดยเน้นการตอบโจทย์และการเข้าถึงการใช้งานของกลุ่มลูกค้า พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถานศึกษา เพื่อผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้า ไม่ว่าจะเป็น การรีวิวผลิตภัณฑ์ สื่อโฆษณาออนไลน์ และการออกบูธโชว์ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย

              วัชรพงษ์ วงษ์มา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ เบ็นคิว (ประเทศไทย) เล่าถึงจุดเด่นของแต่ละผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย Projector, Standard LCD, Professional LCD, Zowie, Gaming gear และ IFP โดยระบุว่า โดยภาพรวมนั้น ยอดขายมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและเติบโตขึ้นคิดเป็นร้อยละ 16% ของรายได้มวลรวม โดยเทียบกับฐานในปีที่ผ่านมา โดยผลิตภัณฑ์ที่โตเป็นอันดับต้นๆ คือจอ Interactive flat panel และจอ professional LCD monitor หรือที่เรียกกันว่า Photographer Monitor หรือจอสำหรับช่างภาพ ตามด้วยจอ Zowie ที่ตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดของจอ gaming e-sport แบบ FPS

             ในส่วนของจอมอนิเตอร์แบบทั่วไปในกลุ่มของ Standard LCD นั้น  ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์บอกว่า เบ็นคิวได้ลดการทำตลาด Standard LCD ตัวล่าง ซึ่งมีราคาถูกลงและเข้าเจาะกลุ่มตลาดระดับกลางถึงบน โดยชูนวัตกรรม Brightness Intelligent plus เพื่อเข้าจับตลาดในส่วนกลุ่มลูกค้าระดับกลางและบน หรือกลุ่มลูกค้าองค์กรที่เน้นคุณภาพและประสิทธิภาพการถนอมสายตา

              "จุดแข็งของ Brightness Intelligent Plus นั้น หน้าจอจะสามารถปรับลดหรือเพิ่มแสงได้เองตามสภาวะแวดล้อมรอบๆ ห้องทำงาน และยังสามารถปรับลดความสว่าง ความขาวของหน้าจอได้เองอัตโนมัติหากมีการใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถนอมสายตา” 

                เพื่อการเติบโตขึ้นและมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ เบ็นคิว (ประเทศไทย) ตั้งไว้ในครึ่งปีหลังด้วยยอดขายมวลรวมที่ 245 ล้านจากทุกผลิตภัณฑ์ วัชรพงษ์ย้ำว่าเบ็นคิวได้วางกลยุทธ์ด้วยการทำตลาดแบบมาร์เก็ตติ้ง 4.0 โดยการเปลี่ยนจากการทำตลาดแบบเดิมๆ ที่เน้นรูปแบบการจัดหน้าร้านแบบออฟไลน์ไปเป็นการทำการตลาดในโลกดิจิทัล ออนไลน์ สืบเนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่สมัยนี้จะค้นหาข้อมูลก่อนและศึกษารายละเอียดของสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกมมิ่ง ซึ่งน้อยมากที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแบบไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อน

                “การทำการตลาดแบบมาร์เก็ตติ้ง 4.0 นั้นจะเข้าถึงและเน้นการเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสนใจเฉพาะด้านและเฉพาะเจาะจง พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเข้าไปตอบสนองคนกลุ่มนี้ ตลอดจนทำให้สินค้ามีความเฉพาะและเหมาะสมกับผู้บริโภค เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เบ็นคิว รวมทั้งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออนไลน์ให้มากขึ้นเพื่อเร่งขยายและพัฒนาเครือข่ายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

                สำหรับกลยุทธ์การตลาด 5A ในหนังสือมาร์เก็ตติ้ง 4.0 เขียนโดย ฟิลิป โคเลอร์ ซึ่งเบ็นคิวได้นำมาเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมการขายของบริษัทในขณะนี้ ประกอบด้วย Aware คือ การทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์เบ็นคิวมากขึ้น โดยการทำคอนเทนต์รีวิวสินค้า หรือสื่อโฆษณาออนไลน์ Appeal คือ การทำให้ผู้บริโภคชื่นชอบในผลิตภัณฑ์เบ็นคิว และเกิดการจดจำแบรนด์ ASK คือ การทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ และสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จากการค้นหาข้อมูลออนไลน์ หรือการติดต่อเข้ามาทางคอลเซ็นเตอร์ หรืออินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก เพื่อพูดคุยกับเราและสอบถามข้อมูลหากมีข้อสงสัย รวมทั้งการอัพเดทผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยคอนเทนต์ส่วนใหญ่ที่เราโพสต์ขึ้นนั้นจะเน้นคอนเซ็ปต์ของคำว่า “ประสบการณ์” เช่น เกร็ดความรู้ หรือการใช้งานที่ถูกต้อง

             ACT คือการทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของเบ็นคิว ไม่ว่าจะเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออนไลน์ ซึ่งจะเพิ่มจำนวนออนไลน์ดีลเลอร์ให้มากขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุงช่องทางออฟไลน์โดยการปรับปรุงการจัดการแบบหน้าร้าน โดยเปลี่ยนจากการตั้งโชว์สินค้าแบบเดี่ยว ไปเป็นการสร้าง Experience Zone เพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้มาทดลองเล่น ทดลองใช้ หากคอนเทนต์ต่างๆ ที่ได้นำเสนอบนโลกออนไลน์นั้นไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ 

         

    วัชรพงษ์ เผยอีกว่าสำหรับ Experience Zone ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง หรือโปรเจกเตอร์ หรือจอ Interactive Flat Panel ขณะนี้ได้เริ่มสร้างไปบ้างแล้วตั้งแต่ต้นปี 2561 ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยในส่วนต่างจังหวัดนั้นจะเลือกตัวแทนจำหน่ายหรือดีลเลอร์ ที่อยู่ในเขตหัวเมืองใหญ่เป็นหลักก่อน เพื่อให้มีพื้นที่ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

              และสุดท้าย ADVOCATE คือ การทำให้ผู้บริโภคมีการสั่งซื้อในครั้งที่สอง หรือมีการซื้อแล้วบอกต่อ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การบริการหลังการขายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการบริการ on-site service ให้แก่กลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นใหญ่ๆ เช่น จอ interactive flat panel, เลเซอร์โปรเจกเตอร์, จอช่างภาพ, รวมทั้งการขยายเวลารับประกันสินค้าให้แก่ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มหรือองค์กร และการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่ภายใน 30 วัน รวมทั้งการมีเครื่องรอใช้งานระหว่างรอซ่อม 

               “ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้คือการทำตลาดสมัยใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า ฉันรู้จักเบ็นคิว-ฉันชื่นชอบเบ็นคิว-ฉันเชื่อมั่นเบ็นคิว-ฉันซื้อเบ็นคิว-ฉันแนะนำและบอกต่อ” วัชรพงษ์ กล่าวย้ำ

              นอกจากนี้ เบ็นคิว ได้มีการเตรียมขยายจำนวนศูนย์บริการหลังการขาย เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากขึ้น Service Coverage ให้ครบทุกภาคโดยเพิ่มจำนวน Service Authorize Center ให้ครอบคลุมถึงทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พิษณุโลก ระยอง เป็นต้น

                ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการของเบ็นคิว ด้วยวาดหวังให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจจากผลิตภัณฑ์  จึงเดินหน้าสร้างความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษย์ และผู้ให้บริการด้านโซลูชั่น ด้วยปรัชญา "Because It Matters” ที่นำผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โซลูชั่นเทคโนโลยี และการให้บริการมาผนึกกำลัง เพื่อเดินหน้าตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งยังขยายฐานการตลาดทุกภาคส่วนต่อไป