
ป.ป.ท.ดึง 8 ประเทศอาเซียนร่วมต้านทุจริต
ป.ป.ท.เปิดเวทีนานาชาติ ดึง 8 ประเทศอาเซียนร่วมต้านทุจริตมาเลย์-อินโดฯ ยอมรับคดีทุจริตเพิ่มขึ้นทุกปี ยากต่อการรวบรวมหลักฐานดำเนินคดี
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) - 13 ก.ย.61-ป.ป.ท.เปิดเวทีนานาชาติ ดึง 8 ประเทศอาเซียนร่วมต้านทุจริตมาเลย์-อินโดฯ ยอมรับคดีทุจริตเพิ่มขึ้นทุกปี ยากต่อการรวบรวมหลักฐานดำเนินคดี ขณะที่ไทยเปิดศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์นักลงทุนต่างชาติ 2 ปีขอคำปรึกษานับ 100 เรื่อง แต่ไม่ประสงค์ดำเนินคดี
พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. เป็นประธานประชุมเชิงอภิปรายในประเด็น “ความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนด้านการต่อต้านปัญหาการทุจริตในภาครัฐ จำนวน 8 ประเทศ” เพื่อความร่วมมือด้านการต่อต้านการทุจริตในกลุ่มสมาชิกอาเซียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาระบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของนักลงทุนชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นช่องทางในการแจ้งเบาะแสการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐสำหรับชาวต่างชาติในภูมิภาคอาเซียน โดยมีตัวแทนจากประเทศกัมพูชา, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เข้าร่วมประชุม
พ.ท.กรทิพย์ กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้ เนื่องนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ต้องการให้ป.ป.ท.ประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระดับอาเซียน จึงเชิญเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติในชาติอาเซียนมาหารือ ซึ่งในที่ประชุมเห็นว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญและเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังนำไปสู่ปัญหาก่อการร้าย ยาเสพติด ฯลฯ โดยในแต่ละประเทศมีกลไกการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น และนำมาตรการทางวินัยมาใช้แก้ปัญหาด้วย การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยมีจุดประสงค์เดียวกันคือป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่นกับชาวอาเซียนที่เข้าไปทำธุรกิจหรือไปอยู่อาศัยในชาติอาเซียน ในกรณีไทยก็มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนนักลงทุนชาวต่างชาติ ทั้งนี้ ในฐานะที่ตนเป็นเลขาฯ ศอตช.จะนำความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียรายงานต่อนายกรัฐมนตรีทราบ ทั้งนี้ยอมรับว่าการดำเนินคดีอาญามีความล่าช้า เพราะการพิสูจน์ความผิดต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหา ดังนั้นรัฐบาลจึงนำมาตรการทางวินัยและปกครองเข้ามาย้ายผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ หรือสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ด้าน Mr.Abdullah Zulkifli ที่ปรึกษาประจากสถานเอกอัครราชฑูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย กล่าวว่า คอรัปชั่นส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาครัฐอินโดนีเซียก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในคดีเรียกรับสินบนในวงเงิน ตั้งแต่ 2.5 ล้านบาท ขึ้นไป KPK หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคล้ายกับป.ป.ช.ของไทย จะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำคดี ที่ผ่านมาคดีทุจริตคอรัปชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2015 มีจำนวน 56 คดี ในปี 2016 จำนวน 99 คดีและปี 2017 จำนวน 114 ปี สำหรับผู้ที่กระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวและถูกตัดสินดำเนินคดีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐสภาและผู้บริหารระดับสูงซึ่งเป็นอดีตโฆษกรัฐบาลถูกตัดสินให้จำคุก 15 ปีในข้อหาคัดลอกข้อมูลบัตรประชาชน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ในสภาเมืองที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 41 คนก็ถูกดำเนินคดี ทำให้ต้องยุบสภาเมืองเพราะเหลือผู้ที่ไม่ถูกดำเนินคดีเพียง 4 คน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาทางป้องกันไม่ให้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นอีก เพราะทุกปัญหาไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ หรือฟอกเงินล้วนมีที่มาจากการคอรัปชั่นทั้งสิ้น
ด้าน Mrs.Suraya Pauzi อัครราชทูตที่ปรึกษามาเลเซียประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมต่างๆของประเทศล้วนมาจากปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ที่ประเทศของเราอดีตนายกรัฐมนตรีถูกจับกุมในข้อหาทุจริต เมื่อค้นบ้านพักพบว่ามีการซุกซ่อนเงินสดจำนวน 1,000 ล้านบาทและยังมีเงินสกุลอื่นๆอีกจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องยากที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบปัญหาทุจริตจะต้องสู้กับอดีตนายกฯซึ่งมีเงินในการว่าจ้างทนายเก่งๆจากทั่วโลกมาต่อสู้คดีในชั้นศาล ทั้งนี้คดีดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิจารณาอีกครั้งในปี 2562 คดีทุจริตในมาเลเซียจะมีความซับซ้อนแม้แต่อัยการที่ทำคดียังถูกฆาตกรรมโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทางด้านนายภูมิวิศาล เกษมศุข ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวถึงการเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนนักลงทุนชาวต่างชาติว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนชาวยุโรปเข้ามาร้องเรียนกรณีถูกเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ฉ้อโกงทรัพย์สินโดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ยังมีคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจเรียกปรับเงินจำนวน 30,000 บาทกรณีทิ้งก้นบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งคดีดังกล่าวได้ส่งอัยการฟ้องไปแล้ว. ขณะที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ลงโทษทางวินัยให้ออกพ้นจากหน้าที่ทั้ง 3 นาย อย่างไรก็ตามแม้จะมีการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์นักลงทุนต่างชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นการโทรเข้ามาขอรับคำปรึกษาเฉลี่ยเดือนบระมาณ 100 สาย กรณีถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ แต่ไม่กล้าเข้ามายื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อดำเนินคดี. เนื่องจากเกรงว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาจะเกิดขึ้นกับนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในทำกิจการร้านอาหาร โรงเรียนสอนดำน้ำในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว



