ข่าว

ลุ้นระทึกประปาโคราช 3 พันล.

ลุ้นระทึกประปาโคราช 3 พันล.

27 ต.ค. 2552

โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค เทศบาลนครนครราชสีมา ที่รัฐบาลอุดหนุน 2,207.80 ล้านบาท เทศบาลสมทบ 946.20 ล้านบาท รวม 3,154 ล้านบาท ที่ตั้งเป้ารองรับการขยายของเมืองนครราชสีมา ที่ธุรกิจ การค้า และภาคอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว

  แต่ท้ายที่สุดโครงการก่อสร้างใกล้เสร็จศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการก่อสร้างไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

 นับเป็นอีกโครงการที่น่าจับตามองว่าจะมีจุดจบอย่างไร เพราะนี่คืออีกโครงการที่ถือเป็นเมกกะโปรเจกต์ ที่มีมูลค่ากว่า 3 พันล้าน ที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดขั้นตอนทางกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 และการดำเนินการที่ไม่รับฟังความต้องการของประชาชนที่แท้จริง รวมทั้งเงื่อนงำ ที่มาที่ไปของโครงการ

 ภาคประชาชนโดยกลุ่มรักลำแซะ อ.ครบุรี ได้คัดค้านโครงการนี้มาแต่แรก และได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจังหวัดนครราชสีมา จนกระทั่งต้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลาง

 เพราะตามโครงการจะนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแซะ ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นเขื่อนชลประทาน สร้างปี 2537 มีความจุน้ำ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมใน อ.ครบุรี อ.โชคชัย และอ.ปักธงชัย หากโครงการจะนำน้ำจากเขื่อนลำแชะ ปีละ 30-40 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็จะเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำ และก่อนหน้านี้กรมชลประทานก็ได้แจ้งไปยังกรมโยธาธิการเกี่ยวกับผลกระทบดังกล่าวหากมีการนำน้ำไปผลิตน้ำประปาเพื่อให้บริการกับประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา

 ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากรระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ที่หากต้องการสนองคนเมือง ก็เท่ากับช่วงหน้าแล้งชาวบ้าน 3 อำเภอก็หมดสิทธิใช้น้ำในหน้าแล้งตามวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างเขื่อน

 การวางท่อส่งน้ำจากเขื่อนลำแซะ ถึงตัวเมืองนครราชสีมา ระยะทาง 30 กม.ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้พยายามทำให้ตัวเลขโครงการสูงเกินจริง เพราะเมื่อเดือนกันยายน 2549 นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าไปตรวจสอบโครงการตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้มีการ ”เอื้ออาทร” ผู้รับเหมา เพราะมีผู้ซื้อแบบ 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท ศรีกลกิจ จำกัด บริษัท ช.การช่าง จำกัด กิจการร่วมค้า 34 คอนสตรัคชั่น (บ.สี่แสงการโยธา จก. กับ หจก.สามประสิทธิ์) และกิจการร่วมค้า เอส เอ (บ.ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จก. กับ บ.อควาไทย จก.) โดยกิจการร่วมค้า เอสเอ ชนะการประกวดราคา 3,154 ล้านบาท และตามเงื่อนไขบริษัทที่ประมูลงานได้จะได้เงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการลงมือวางท่อ เพียงสั่งซื้อท่อมา ตามงวดที่ 7 เพียง 90 วัน ก็สามารถเบิกเงินได้แล้วถึง 600 ล้านบาท รวมทั้งการจ้างบริษัท ไทย ดีซีไอ จำกัด เป็นที่ปรึกษาโครงการ เป็นเงินถึง 93 ล้านบาท ทั้งที่งานไม่ซับซ้อน

 ตามข้อมูลการก่อสร้างก่อนวันที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง กิจการร่วมค้าเอสเอ ได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ รวมมูลค่าราว 2,600 ล้านบาท รวมทั้งการสั่งสินค้า อุปกรณ์จากต่างประเทศแล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้สงสัยเช่นกันว่า สิ่งที่นายยุทธพงศ์ ตั้งข้อสงสัยไว้แต่แรกนั้น จุดจบของโครงการจะเข้าข่าย ”เสียค่าโง่” หรือไม่

 นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการนี้ว่า เป็นความดื้อรั้นของฝ่ายการเมืองที่พยายามผลักดันโครงการโดยไม่สนใจการทำประชาพิจารณ์ และรับฟังเสียงชาวบ้าน โดยมีนักการเมืองใหญ่ที่ช่ำชองหนุนหลัง ทั้งๆ ที่รู้ตั้งแต่แรกว่าน้ำดิบจากเขื่อนลำแซะไม่มีเพียงพอ

 “หน้าแล้งน้ำในเขื่อนลำแซะจะไปใช้ทำอย่างอื่นนอกจากการเกษตรก็เท่ากับศูนย์ กรมชลประทานก็รู้ แต่ไม่ออกมาชี้แจง หรือรักษาสิทธิของชาวบ้านปล่อยให้โครงการดำเนินไป เรื่องนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบอย่างจริงจัง คนแรกคืออธิบดีกรมชลประทาน ถึงแม้จะเกษียณแล้วก็ตาม เพราะนี่คือสงครามแย่งชิงทรัพยากรระหว่างคนเมืองกับคนชนบท และคนชนบทเขามาก่อน ถ้าคุณจะอ้างเรื่องการพัฒนาก็ต้องหาน้ำจากแหล่งอื่น ไม่ใช่เบียดบังชาวบ้าน” นายทวิสันต์ กล่าว

 นายพงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ รองนายกเทศบาลนครนครราชสีมา ที่ต้องออกรับหน้าแทนผู้บริหารเทศบาล ที่ตกเป็นจำเลยที่ 1 ในคดี ชี้แจงถึงทางออกว่า เทศบาลกำลังหาทางออกโดยการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ระหว่างที่ศาลสั่งให้ระงับการก่อสร้างชั่วคราวก็จะเร่งกลบหลุมข้างถนนที่ขุด เพื่อเตรียมวางท่อโดยที่ไม่มีท่อ

 ถ้าศาลปกครองตัดสินว่าไม่ให้ใช้น้ำจากเขื่อนลำแซะ จะมีทางออกอย่างไร นายพงศ์เลิศบอกว่าจะต้องมีการศึกษา แนวทางความเป็นไปได้ของโครงการแก้มลิง ที่จะมีการนำน้ำดิบมาจากบึงหนองเป็ดน้ำ ตั้งอยู่ในพื้นที่เทศบาลตำบลโคกกรวด อ.เมือง ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว และในระยะสั้นก็มั่นใจว่า ประปาระบบเดิมที่ใช้อยู่จากอ่างเก็บน้ำลำตะคองนั้น จะไม่กระทบเพราะน้ำในอ่าง มีมากกว่า 65%

 ทางออกที่เทศบาลเตรียมไว้ก็กลับไปสู่แนวทางของชาวบ้านที่คัดค้านแต่แรก และเสนอทางออกว่าให้สร้างแก้มลิงที่ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย ที่มีราคาการก่อสร้างถูกกว่าโครงการระบบประปา ถึง 3 เท่า แต่ข้อเสนอนี้ ผู้บริหารเทศบาลกลับเมิน

 เมื่อถึงจุดนี้ผู้บริหารเทศบาลนครนครราชสีมา ในฐานะ "ผู้รับหน้า” อาจจะต้องถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรา 157 ถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็เป็นได้ งานนี้เข้าข่าย “ดื้อตาใส” ไม่มีน้ำแต่ดันทุรังใช้งบหลวงทำโครงการโดยไม่สนเสียงคัดค้าน กว่า 3 พันล้าน

"ศูนย์ข่าวภาคอีสาน"