
ป.ป.ท.ชี้มูลทุจริตนมโรงเรียนมติครม.26พ.ย.45เป็นสาเหตุให้เกิดการฮั้วประมูล
อภิสิทธิ์เผยที่ประชุมกกถ.สั่ง.เร่งพิจารณากฎหมาย 4 ฉบับ แถมจี้ 3 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องนมโรงเรียนเร่งแก้ไขปัญหาด่วน ป.ป.ท.พบมติครม.26พ.ย.45เป็นสาเหตุฮั้วนม
(2มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 12.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องกฎหมายที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ร.บ.รายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการท้องถิ่น และประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดนี้คณะกรรมการได้ทำเค้าโครงและยกร่างขึ้นมาเพื่อให้ผู้แทนของ อปท.ให้ความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน และหลังจากนั้นจะได้มีการรวบรวมประเด็น และถ้ามีประเด็นที่ต้องตัดสินใจในเชิงนโยบายก็ให้เสนอต่อที่ประชุมอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายว่าต้องนำเสนอต่อครม.ได้ไม่เกินเดือนพฤษภาคมและเสนอต่อสภาได้ไม่เกินเดือนสิงหาคม ทั้งนี้จะดำเนินการให้ทันภายในระยะเวลา 2 ปีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแม้จะผ่านไปแล้ว 1 ปี
นอกจากนี้ยังมีกรณีของระเบียบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งความจริงเวลาที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญหมดไปตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนี้เข้ามา ก็จะแยกประเด็นนี้เสนอไปก่อน ส่วนกรณีประมวลกฎหมายท้องถิ่นที่จะพันไปถึงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเทศบาล ที่เคยเสนอพิจารณาในที่ประชุมครม.ก็จะให้รอกฎหมายฉบับดังกล่าวก่อน เพื่อหาข้อยุติต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาปัญหาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนในการปฏิบัติตามมติครม.ในเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้ให้รวบรวมตัวเลข และเสนอของบประมาณเข้ามา นอกจากนี้ได้ทำความเข้าใจปัญหาข้อกฏหมายเรื่องเงินสนับสนุนโรงเรียนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปให้การสนับสนุน ซึ่งจะทำให้อปท.สามารถให้การสนับสนุนโรงเรียนต่างๆได้คล่องตัวมากขึ้น โอกาสนี้ตนได้สอบถามเรื่องเบี้ยยังชีพ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพราะอปท.เป็นผู้ที่รับขึ้นทะเบียน ดำเนินการประกาศและจ่ายเบี้ยยังชีพต่อไป
นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่อปท.บางแห่งเข้าไปทุจริตจัดซื้อนมโรงเรียน ว่า ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมาได้ให้ 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการสอบข้อเท็จจริงและสะสางปัญหานี้แล้ว และที่ประชุมได้ขอให้อปท.ส่งตัวแทนเข้ามาเพื่อช่วยขยายโครงการแก้ปัญหาน้ำนมดิบ ทั้งนี้ปัญหาน้ำนมดิบได้แก้ปัญหาไปมากแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไปมีข้อตกลงที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันทั้งเรื่องราคาและเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการซึ่งส่วนหนึ่งคือต้องไปหาทางสร้างตลาดและการขยายโครงการนมโรงเรียน และแก้ปัญหาการนำเข้านมผง ซึ่งต้องให้ท้องถิ่นสนับสนุนด้วย เพราะรัฐบาลมีกำลังไม่พอในการขยายเพื่อรองรับปริมาณ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาสืบเนื่องมาและรัฐบาลกำลังแก้ไข ซึ่งโครงการนมโรงเรียนต้องมีการปรับปรุง และสิ่งที่เป็นปัญหาในอดีตก็ต้องมีการดำเนินการแก้ไข ส่วนการแก้ปัญหาน้ำนมดิบมีข้อตกลงมาก่อนหน้านี้ และมีปัญหาระหว่งผู้ประกอบการกับเกษตรกร ซึ่งรัฐบาลพยายามเป็นตัวกลางที่จะเจรจาเพื่อให้แก้ปัญหาไปได้ ทั้งนี้ในวันที่ 4 มีนาคมนี้จะมีผู้แทนเกษตรกรมาพบตน
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมไม่ห้ามการนำเข้านมผง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปดูว่าจะมีวิธีการอย่างไรที่จะสนับสนุนส่งเสริมเรื่องการใช้นมของเรา เพราะความจริงแล้ว ความต้องการในประเทศน่าจะเพียงพอ แต่ระบบที่ผ่านมามันไม่เอื้อก็ต้องมาแก้ตรงนั้น
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงงบประมาณของอปท.ที่ค้างอยู่โครงการของท้องถิ่นตนได้ให้สรุปมาว่าถ้ามีปัญหาอยากจะเปลี่ยนแปลงโครงการ หรืออยากเสนอโครงการใดที่จะให้รัฐบาลสบทบเงินเพิ่มก็ให้เร่งเสนอมา อย่างไรก็ตามขณะนี้การใช้จ่ายเงินของอปท.ในช่วงเดือนมกราคมดีขึ้นมา เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วค่อนข้างมาก แต่วันพุธนี้จะติดตามตัวเลขอีกครั้งเพื่อให้ได้ตัวเลขล่าสุดของเดือนก.พ.
นายกฯหนุนพื้นที่ใต้ขึ้นค่าตอบแทนคนทำงาน
รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.)ได้เห็นชอบเค้าโครงร่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ร่าง พ.ร.บ.รายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ กกถ.เสนอข้อสังเกตในส่วนของเนื้อหาสาระในร่างกฎหมายแต่ละฉบับส่งให้ฝ่ายเลขานุการภายใน 30 วัน และให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรอง โดยในการประชุม กกถ.คราวหน้าให้นำเสนอเฉพาะหลักการของกฎหมายที่ กกถ. ต้องตัดสินใจในเชิงนโยบายและความแตกต่างจากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน
รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้จัดสรรเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายแก่ อปท. ในการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย จากอัตราเดิมคนละ 1,000 บาท/เดือน เป็นอัตราคนละ 2,500 บาท/เดือน รวมเป็นเงินจำนวน 423.45 ล้านบาท โดยให้เสนอของบประมาณจากงบกลางประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2552 และให้สำนักงบประมาณดำเนินการจัดสรรเงินงบประมาณปีต่อๆ ไป สำหรับรายการค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่ อปท. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับที่รัฐบาลจะพิจารณาการใช้จ่ายเงินงบกลางดังกล่าวข้างต้น ส่วนการสนับสนุนด้านการศึกษาของ อปท. แก่สถานศึกษา มอบให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รับไปพิจารณาในเรื่องการให้การสนับสนุนหน่วยงานของรัฐ โดยในหลักการควรให้อิสระแก่ อปท. ในการดำเนินการได้ โดยให้หารือร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ อปท. ส่วนการโอนเงินอุดหนุนรายหัวให้แก่สถานศึกษาโดยตรง เนื่องจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ยกเว้นระเบียบสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนไปยัง อปท. แล้ว อปท. สามารถเลือกดำเนินการโอนเงินไปยังสถานศึกษาโดยตรงตามหลักการเดิมได้ ส่วนการดำเนินการในระยะยาว ให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานด้านเงินอุดหนุนและเงินภาษีของ อปท. พิจารณาต่อไป
สำหรับเรื่องการจัดการศึกษาเด็กที่มีลักษณะพิเศษในโรงเรียนสังกัด อปท. กรณีศึกษากรณีเทศบาลเมืองท่าข้าม จังหวัดสุราษฎร์ธานีและเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เห็นชอบให้ อปท.สามารถส่งเสริม สนับสนุนหรือดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่สังกัด อปท. ได้ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของ อปท. โดยมีแผนส่งเสริมการจัดการศึกษาของเด็กพิเศษและระบบสนับสนุนและการสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากรครู และการมอบอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานกระจายอำนาจให้แก่ อปท.เห็นชอบให้ประธาน กกถ. มีอำนาจในการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. ในส่วนที่เป็นความเห็นของ สกถ. รวมทั้งออกประกาศ กกถ. และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแทน กกถ. และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) มีอำนาจพิจารณาเรื่องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ การแก้ไขปัญหาหรือตอบข้อหารือเกี่ยวกับการกระจายอำนาจแทน กกถ. หากเป็นกรณีที่ กกถ. ได้มีมติหรือแนวทางปฏิบัติในเรื่องนั้นแล้ว
ป.ป.ท.พบมติครม.26พ.ย.45เป็นสาเหตุฮั้วนม
ที่กระทรวงยุติธรรม วันที่ 2 มี.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แถลงผลการตรวจสอบกรณีทุจริตโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากการส่งชุดเฉพาะกิจป.ป.ท.สุ่มตรวจข้อเท็จจริงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อ.ป.ท.) 87 แห่ง รวม 16 จังหวัด ว่า การตรวจสอบพบประเด็นส่อทุจริตแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 14 เรื่อง โดยความผิดแรก เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างของอปท. มีการกำหนดให้บริษัทที่มีสิทธิเสนอราคาเป็นผู้จัดส่งนมโรงเรียนในเขตพื้นที่รวม 18 ราย แต่มีผู้ประกอบการเสนอราคาเพียง 1-2 ราย และพบว่าผู้เสนอราคาทั้ง 2 ราย ตกลงสมยอมราคากันมาก่อนยื่นซองประมูล บริษัทแรกที่รับสมอ้างเป็นคู่แข่งจะเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง ส่วนอีกบริษัทจะเสนอราคาใกล้เคียงหรือพอดีกับราคากลาง โดยไม่มีการเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ ประเด็นที่ 2 หากผู้ประกอบการรายใดทำสัญญากับอปท.ก็จะเป็นคู่สัญญาที่ผูกขาดในเขตพื้นที่นั้นๆ เพียงรายเดียว ประเด็นที่ 3 ในเขตพื้นที่ไม่ไม่มีผู้ประกอบการเข้าเสนอราคาแข่งขัน อปท.จำเป็นต้องจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เพราะไม่สามารถเลือกซื้อจากผู้ประกอบการรายอื่นได้
นายธาริต กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 4 ผู้ประกอบการที่ยื่นเสนอราคาทั้ง 2 ราย ไม่ได้ดำเนินการเอง แต่จะมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกัน (คนเดินนม) มาดำเนินการเสนอราคาแข่งกันเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค ประเด็นที่ 5 หากคนเดินนมเข้าไปรับดำเนินให้ผู้ประกอบการรายใดก็มักจะเป็นฝ่ายชนะการประมูล ทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นที่เป็นคู่แข่งต้องเลือกใช้บริการกับคนเดินนมจึงจะสามารถชนะการประมูลครั้งต่อไป ประเด็นที่ 6 พบว่า อปท.บางแห่งทำสัญญาจัดซื้อนมจากผู้ประกอบการข้ามเขตพื้นที่ (ข้ามโซน) ประเด็นที่ 7 อปท.จัดซื้อนมจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับการรับรองสิทธิให้จำหน่ายนมโรงเรียน ประเด็นที่ 8 ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิจำหน่ายนมให้ผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งบางแห่งเป็นบริษัทค้าไม้ไม่เคยมีประวัติผลิตหรือค้าขายนม แต่กลับได้สิทธิเป็นผู้จัดส่งนมให้โรงเรียน และประเด็นที่ 9 อปท.ต้องเซ็นสัญญากับนายหน้า ซึ่งเป็นพ่อค้านมรับเป็นนายหน้ารับซื้อนมจากผู้ประกอบการทุกแห่ง เพื่อให้มีปริมาณนมเพียงพอในการจัดส่งให้โรงเรียน โดยตกลงแบ่งพื้นที่ให้ผู้ประกอบการทุกราย แลกกับค่านายหน้าจากผู้ผลิตนมถุงละ 50-60 สตางค์ ทำให้การเสนอราคาไม่เคยได้ราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเลย
เลขาธิการป.ป.ท. กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการตรวจสอบเกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์แบ่งเขตพื้นที่จำหน่ายนมเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการระบบขนส่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดให้บริษัทแต่ละแห่งมีสิทธิจำหน่ายนมรายละ 1 โซน แต่ปรากฏว่ามีบางบริษัทได้รับสิทธิจำหน่ายนมถึง 2 โซน จึงส่อเป็นการจัดสรรสิทธิที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ประกอบการจำหน่ายนมข้ามเขตพื้นที่ และมีผู้จำหน่ายนมพลาสเจอร์ไรซ์ถึง 14 ราย เข้ามาจัดส่งนมโรงเรียนทั้งที่ไม่ได้รับการรับรองสิทธิ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของป.ป.ท.ยังพบว่าอีกว่า สถานศึกษาที่มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ให้คนนอกเข้ามาใช้โรงงานผลิตนมจัดส่งให้โรงเรียน และบางรายก็นำนมที่ผลิตจากโรงงานของตนเองมาสวมตราของมหาวิทยาลัย
“ ป.ป.ท.พบว่าการจัดซื้อนมโรงเรียนส่วนใหญ่จะพบปัญหาเกี่ยวกับรสชาด กลิ่น สี หรือความเข้มข้มของน้ำนม รวมถึงการบูดเน่าของนม จึงเชื่อว่ามีกระบวนการผลิตไม่ได้คุณภาพ มีการนำนมผงผสมน้ำหรือทำให้เจือจางเพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นผลเสียของรัฐและเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินการในระดับนโยบายที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการบริหารจัดการ เช่น กำหนดจำนวนผู้ประกอบการ จัดแบ่งโซนนิ่งจำหน่ายนม ซึ่งเข้าข่ายการกีดกันการจำหน่ายนมอย่างเสรี ไม่ให้มีการแข่งขันทางการค้า เข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในการสอบสวนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ” นายธาริตกล่าว
นายธาริต กล่าวอีกว่า ต้นเหตุของการกระทำผิดเกิดจากมติครม. วันที่ 26 พ.ย. 2545 โดยท้องถิ่นระดับปฏิบัติเป็นเพียงปลายเหตุ ทั้งนี้ปัญหาเกี่ยวกับการจัดซื้อนมโรงเรียนเคยมีการเสนอให้แก้ไขรูปแบบการจัดซื้อในปี 2548 แต่ครม.ยังคนยืนยันให้ใช้ระเบียบการจัดซื้อแบบเดิม ทั้งที่เป็นระเบียบที่ก่อให้เกิดการผูกขาด ตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจมีข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำในระดับสูงต้องร่วมรับผิดชอบ แต่ตนไม่อยากระบุรายชื่อบุคคล เพราะคดีถือเป็นดุลพินิจของป.ป.ช. แต่ถ้าตรวจสอบมติครม.ย้อนหลังไปก็จะรู้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง หลังจากนี้จะเสนอให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำหนังสือถึงกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนแก้ไข การดำเนินจัดซื้อนมโรงเรียนให้ถูกต้องต่อไป
สำหรับจังหวัดที่ป.ป.ท.ลงพื้นที่สุ่มตรวจพบการทุจริตจัดซื้อนมโรงเรียนประกอบด้วย อยุธยา สระบุรี ชลบุรี ขอนแก่น เลย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พิษณุโลก นครปฐม สมุทรสาคร นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล ชุมพร ทั้งนี้จ.นครราชสีมาพบปัญหาการทุจริตมาที่สุด นอกจากนี้ป.ป.ท.ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัญหาผู้ประกอบการไม่ยื่นเสนอราคา โดยอ้างความคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย ทำให้นักเรียนไม่ได้ดื่มนมตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2551



