ข่าว

ขุมทรัพย์อ่าวไทยปมเขมรเขย่ารัฐบาลมาร์ค

ขุมทรัพย์อ่าวไทยปมเขมรเขย่ารัฐบาลมาร์ค

26 ต.ค. 2552

ดูเหมือนประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะถูกโฟกัสไปที่ "เขาพระวิหาร" เป็นหลัก ทั้งที่ยังมีปมปัญหาด้านอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่มีความชัดเจนในทะเล ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล ชนิดที่สามารถพลิกสถานะเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเลยด้วยซ้ำ

 แต่เมื่อมีข่าวรัฐบาลกัมพูชาให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแก่บริษัทเอกชนญี่ปุ่น ปมการช่วงชิงพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่ว่ากันว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมูลค่านับล้านล้านบาท ก็กลับเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างครึกโครมอีกครั้ง

 การประเมินดังกล่าวมิได้เป็นเพียงข่าวโคมลอย เพราะบริษัท "เชฟรอน" เคยประกาศเมื่อปี 2548 ว่า ได้ค้นพบบ่อน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของกัมพูชา

 โดยเฉพาะพื้นที่สัมปทานแปลงเอ เนื้อที่ 6,278 ตารางกิโลเมตร คาดว่าจะมีน้ำมันสำรองถึง 700 ล้านบาร์เรล และก๊าซอีกระหว่าง 3 ล้านล้านถึง 5 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร

 ธนาคารโลกประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ที่จะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านเหรียญต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 เหรียญ)

 สำหรับพื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมากที่สุดก็คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทยนั่นเอง

 มูลค่าอันมหาศาลและนับวันจะมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณน้ำมันสำรองของโลกที่ร่อยหรอลงไปทุกวัน ทำให้นักวิเคราะห์ทางการทหารเกรงกันว่าอาจนำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างไทย-กัมพูชา และสงครามชิงน้ำมันในอนาคต

 อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับปฏิบัติการในกองทัพเรือกลับประเมินว่า การปะทะกันโดยตรงระหว่างไทยกับกัมพูชาคงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะแสนยานุภาพทางทหารของทั้งสองประเทศต่างกันมาก

 "กองเรือกัมพูชามีขนาดเล็กมาก มีเรือรบแค่ไม่กี่ลำ ซึ่งดูเหมือนกองเรือลำน้ำเสียมากกว่า และส่วนใหญ่ก็ดัดแปลงมาจากเรือประมงแทบทั้งนั้น ส่วนกองทัพเรือไทยมีเรือรบขนาดใหญ่เต็มไปหมด"

 เขาจึงเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาคงไม่ต้องการที่จะเปิดศึกจริงๆ แต่คงจะยั่วยุเพื่อให้ไทยใช้กำลังก่อนมากกว่า จากนั้นก็อาศัยชั้นเชิงทางการทูตดึงเอานานาชาติที่มีส่วนได้-ส่วนเสียในสัมปทานบ่อน้ำมันมากดดันไทยอีกที

 สิ่งที่เขาอยากให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อแก้ปัญหานี้คือ การยกเอาประเด็นผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลในกรณีนี้มาพูดคุยอย่างจริงๆ จังๆ เสียที โดยอาจตั้งเป็นคณะกรรมการศึกษา และกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้โดยด่วน

 สำหรับแนวทางที่เขาอยากนำเสนอคือ การจัดกำลังทางเรือออกลาดตระเวนในพื้นที่ทับซ้อนเพื่อเป็นการป้องปรามอีกฝ่าย เพราะปัจจุบันมีการลาดตระเวนก็จริง แต่เป็นการคุ้มครองเรือประมงเสียมากกว่า และความถี่ก็ยังน้อย เพราะขาดงบสนับสนุน

 "รัฐบาลต้องจัดให้มีการลาดตระเวนอย่างสม่ำเสมอและอย่าปล่อยให้มีการตั้งแท่นของบริษัทต่างชาติเป็นอันขาด เพราะถ้าฝ่ายเราเข้าไปเตือนหรือขับไล่ อาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งรุนแรงกับต่างชาติโดยไม่คาดฝันได้"

 ขณะที่แนวทางที่ควรทำควบคู่กันไปคือ การพูดคุยกับทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย โดยเน้นประเทศที่รับสัมปทานสำรวจ และขุดเจาะแหล่งน้ำมันในกัมพูชาเพื่อทำความเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อนเพื่อให้ต่างชาติเข้าใจและรับทราบท่าทีของฝ่ายไทย

 ส่วนแนวทางการเจรจาปักปันเขตแดนและแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน เขากลับเชื่อว่า แทบจะมองไม่เห็นหนทางสำเร็จ เพราะฝ่ายกัมพูชาพยายามที่จะต่อรองผลประโยชน์ให้มากกว่าฝ่ายเราตลอดเวลา และยังยึดแผนที่ฝรั่งเศส-สยามปี 1907 เพื่ออ้างสิทธิมาโดยตลอด

 สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากทางกัมพูชาไม่ต้องการยกระดับการเจรจาไปสู่ระดับนานาชาติ เพราะแผนที่ของกัมพูชาไม่ได้แบ่งพื้นที่ทางทะเลตามหลักสากล และหากมีความขัดแย้งรุนแรงจนนำไปสู่ศาลโลกจริงๆ ก็น่าจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบไทยมากกว่า

 "กรณีนี้เราไม่ต้องห่วงว่าจะซ้ำรอยเขาพระวิหาร เพราะหากยึดหลักการแบ่งพื้นที่ตามหลักสากลจริงๆ เขาต้องกลัวเรา ไม่ใช่เราต้องไปกลัวเขา ดังนั้นรัฐบาลอย่าเพิ่งไปแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์ ในขณะที่เส้นเขตแดนยังไม่ชัดเจนเป็นอันขาด"

 นอกจากนี้เขายังให้จับตาการเคลื่อนไหวของอีกฝั่งที่พยายามจุดชนวนทั้งเรื่อง "เขาพระวิหาร" และ "สัมปทานน้ำมัน-ก๊าซ" โดยเชื่อว่าอาจเกมป่วนเพื่อเขย่าบัลลังก์รัฐบาลที่ต้องเผชิญทั้งศึกนอก-ศึกในไปพร้อมๆ กัน

 ธงของเกมป่วนอย่างหนักในช่วงนี้คือ หวังจะช่วยเขย่าให้รัฐบาลชุดนี้ร่วงจากบัลลังก์ให้ได้ เพราะถ้าได้ "รัฐบาลชุดใหม่แต่หน้าเก่า" กลับเข้ามาบริหารอีกครั้ง การแบ่งเค้ก "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ทั้งบนเขาพระวิหารและขุมทรัพย์มหาศาลใต้ทะเลก็จะทำได้คล่องคอขึ้น


ทีมข่าวความมั่นคง