ข่าว

"ฟอกเงินกรุงไทย"อัยการสอบเพิ่มหลายประเด็น

"ฟอกเงินกรุงไทย"อัยการสอบเพิ่มหลายประเด็น

05 ก.ย. 2561

  "รองโฆษกอัยการ"บอกเร็วไปจะตอบเชื่อมโยงคดีฟ้องกลุ่มผู้บริหารกฤษดามหานคร รอผลสอบเพิ่มจาก DSI พร้อมเร่งส่งนัดครั้งที่ 2 เช้า 10 ต.ค.นี้ ลุ้นฟ้อง-ไม่ฟ้อง

 

          5 กันยายน 2561 "รองโฆษกอัยการ" บอกเร็วไปจะตอบเชื่อมโยงคดีฟ้องกลุ่มผู้บริหารกฤษดามหานคร รอผลสอบเพิ่มจาก DSI พร้อมเร่งส่งนัดครั้งที่ 2 เช้า 10 ต.ค.นี้ ลุ้นฟ้อง-ไม่ฟ้อง "โอ๊ค-กาญจนาภา-สามี" สมคบฟอกเงินทุจริต

 

 

          ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.30 น. "นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เปิดเผยถึงการนัดสั่งคดีฟอกเงินการทุจริตอนุมัติสินเชื่อของอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือกฤษดามหานครเมื่อปี 2546-2547 โดยมิชอบว่า ตามที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 นัดให้นางกาญจนาภา หงษ์เหิน (เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน อดีตภริยาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23)  , นายวันชัย หงษ์เหิน (สามีของนางกาญจนาภา) และนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร (บุตรชายคนโตของคุณหญิงพจมานและนายทักษิณ) ผู้ต้องหามารับฟังคำสั่งคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนเอกสารหลักฐานฐานร่วมกันฟอกเงิน (ส่งสำนวนให้อัยการเมื่อวันที่ 25 ก.ค.61) นั้น

 

           วันนี้นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายพานทองแท้ และนายดิเรก โรวาส ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางกาญจนาภาและนายวันชัย มาฟังคำสั่ง ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ก็ได้แจ้งให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจทราบว่าอัยการมีความจำเป็นต้องเลื่อนการสั่งคดีออกไป เนื่องจากอัยการได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมในรายละเอียดทางคดีหลายประเด็นโดยดีเอสไอยังไม่ได้ส่งผลสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการ ดังนั้นอัยการจึงยังไม่สามารถสั่งคดีได้ จึงนัดฟังคำสั่งคดีอีกครั้งในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 จะเร่งรัดให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอส่งผลสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการให้ทันนัดสั่งคดีครั้งหน้า

 

           "นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด" ยังตอบคำถามอีกว่า ในส่วนของประเด็นที่อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมนั้นเป็นรายละเอียดทางคดีที่ยังไม่สามารถเปิดเผยเพราะเป็นเรื่องในสำนวน แต่พูดได้ว่าเรื่องที่สั่งสอบเพิ่มเติมนั้นเป็นประเด็นสำคัญทางคดีเพื่อจะให้การสอบสวนสิ้นกระแสความ และเมื่อสำนวนสมบูรณ์แล้วอัยการก็จะมีความเห็นทางคดีสั่งคดีไปทางใดทางนึ่งได้

 

            ต่อข้อถามที่ว่า วันที่ 10 ต.ค.จะมีคำสั่งได้ทันที และผู้ต้องหาทั้งสามต้องมารายงานตัวให้พร้อมหากสั่งฟ้องหรือไม่  "นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด" ระบุว่า เมื่อใดที่พนักงานอัยการเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้ตัวผู้ต้องหามาพบอัยการเอง ก็จะไม่อนุญาตให้มอบอำนาจทนายความมาแทน ซึ่งอัยการจะสั่งการและประสานงานไป ส่วนวันนี้ที่ผู้ต้องหามอบอำนาจให้ทนายความมารับทราบคำสั่งแทนได้นั้นก็เพราะอัยการยังไม่ได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติมจากดีเอสไอ แต่ถ้าเมื่อใดอัยการแจ้งให้ผู้ต้องหามาฟังคำสั่งด้วยตัวเองผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตาม ส่วนมีการร้องขอความเป็นธรรมจากกลุ่มผู้ต้องหาหรือไม่ ยังไม่มีรายงานเรื่องนี้

 

            "ข้อกล่าวหาสมคบการฟอกเงิน และได้ฟอกเงินนั้น อายุความ 15 ปี ซึ่งเหตุเกิดขึ้นในช่วงปี 2546-2547 ดังนั้นอายุความคดีนี้ยังไม่ขาด" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวตอบคำถามเรื่องอายุความการดำเนินคดี

 

           ส่วนที่เมื่อวานที่ผ่านมา (4 ก.ย.61) พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้ยื่นฟ้องคดีสมคบฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย สำนวนแรกในส่วนของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารกฤษดามหานครและบริษัทในเครือรวม 6 รายต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะมีความเชื่อมโยงกับผลความเห็นการสั่งคดีของกลุ่มนายพานทองแท้หรือไม่

 

          "นายประยุทธ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า เมื่อวานนี้อัยการได้ยื่นฟ้องคดีในส่วนของอดีตผู้บริหารกฤษดามหานครจริงในข้อหาสมคบการฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกันกับคดีนี้หรือไม่อย่างไร ยังเร็วเกินไปที่จะให้ความเห็น ซึ่งตนเป็นเพียงรองโฆษกฯไม่สามารถจะให้ความเห็นตรงนี้ได้เพราะในการพิจารณารายละเอียดสำนวนคดีเป็นส่วนที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ต้องวินิจฉัยและมีคำสั่ง จึงจะแถลงให้ทราบได้ ส่วนข้อกล่าวหาสมคบฟอกเงินจะมีสำนวนอื่นอีกเท่าใดที่รอสั่งคดี ตนยังไม่ได้ตรวจสอบว่ามีข้อมูลคดีอื่นเชื่อมโยงอีกหรือไม่

 

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดีสำหรับข้อกล่าวหากลุ่มนายพานทองแท้นั้น ที่ผ่านมาทีมทนายความก็เคยยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาตลอดทั้งกระทรวงยุติธรรม พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ขณะที่เมื่อมีการส่งสำนวนถึงมืออัยการแล้วฝ่ายผู้ต้องหาก็ยังได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการด้วย ขอให้พิจารณาสอบสวนพยานเพิ่มเติม รวมทั้งการรวบรวมประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอัยการก็ได้พิจารณาประเด็นที่ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา พร้อมกับส่วนที่อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมไปในคราวเดียวกันแล้ว

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีนี้ตามสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอที่ส่งมาให้อัยการพิจารณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้สรุปความเห็นควรฟ้อง นางกาญจนาภา , นายวันชัย สามี และนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ผู้ต้องหาที่ 2 – 4 ในความผิดฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงินทุจริตการอนุมัติสินเชื่อแบงก์กรุงไทย กับกลุ่มธุรกิจในเครือกฤษดามหานครโดยมิชอบ ซึ่งมีธุรกรรมการเงินรับโอนจำนวน 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท และมีความเห็นควรไม่ฟ้องนางเกศินี จิปิภพ  มารดาของนางกาญจนาภา ผู้ต้องหาที่ 1 โดยส่วนที่ดีเอสไอมีความเห็นควรไม่ฟ้องนางเกศินีนั้น อัยการก็จะได้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากภายหลังอัยการพิจารณาแล้วจะมีคำสั่งให้ฟ้อง ก็จะแจ้งให้นำตัวนางเกศินี มาส่งให้อัยการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป