ข่าว

เปิดสถิติสำคัญเกี่ยวกับประชุมอาเซียน

เปิดสถิติสำคัญเกี่ยวกับประชุมอาเซียน

25 ต.ค. 2552

ปิดฉากแล้วเวทีอาเซียนไทยเป็นเจ้าภาพ "อภิสิทธิ์" ส่งมอบตำแหน่งประธานแก่นายกฯเวียดนาม ชี้กมธ.สิทธิอาเซียนผลงานชิ้นโบว์แดง เปิดสถิติที่สำคัญเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุม

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 25 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้นำแต่ละประเทศกลุ่มอาเซียน ลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 รวมทั้งสิ้น 5 ฉบับ และลงนามเอกสารที่เกี่ยวกับการประชุม โดยเฉพาะปฏิญญาชะอำ-หัวหิน เนื่องในโอกาสการจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการ

 และพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนและส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้กับประเทศเวียดนาม

อภิสิทธิ์กล่าวสุนทรพจน์ปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 สรุปสาระสำคัญดังนี้

"ขอแสดงความซาบซึ้งอย่างยิ่งยวดของประชาชนชาวไทยแด่สมเด็จพระราชาธิบดีซุลต่านบรูไน ดารุสสลาม และผู้นำอีก 14 ประเทศที่ได้ลงนามถวายพระพรพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้พระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์

ในการรับตำแหน่งประธานปีที่แล้ว ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายไว้ 3 ประการ ที่มีลักษณะเด่น สรุปได้ด้วย “สามอาร์ -3Rs” กล่าวคือการบรรลุเป้าหมายตามกฎบัตรอาเซียน - Realising the ASEAN Charter การเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง -  Revitalizing a people-centred ASEAN Community และการเน้นย้ำความมั่นคงของประชาชนในภูมิภาค Reinforcing human security for all

ซึ่งทั้งสามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ก็ประสบความสำเร็จด้วยดีภายในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย โดยได้รับความสนับสนุนจากความมุ่งมั่นร่วมของประเทศกลุ่มอาเซียน และองค์กรต่าง ๆ ตามกฎบัตรอาเซียนก็ได้รับการจัดตั้งและเริ่มทำงานแล้ว ซึ่งการจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สองวันที่แล้ว ก็เป็นความสำเร็จล่าสุดของอาเซียน ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของอาเซียนในการบรรลุเป้าหมายการสร้างประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

การหารือตลอด 3 วันที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึง vibrant spirit of cooperation and a common sense of destiny และสะท้อนให้เห็นถึงพันธกรณีของเราในการผลักดันกระบวนการสร้างประชาคมด้วยการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและการเพิ่มศักยภาพให้กับประชาชนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับประโยชน์จากการรวมตัวเป็นประชาคมของอาเซียนในปี 2558

เรายังได้ทำงานร่วมกันในการหาทางรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่ภูมิภาคและประชาชนต้องเผชิญ ในการนี้ อาเซียนจะยกระดับการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อสะท้อนเสียงที่มีเอกภาพของอาเซียนเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกในกรอบการประชุมสุดยอด G-20 นอกจากนี้ เราหวังว่าจะสามารถจัดตั้งข้อริเริ่มเชียงใหม่เชิงพหุภาคีภายในปีนี้เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

เราได้เน้นย้ำท่าทีร่วมกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและพร้อมร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในการทำให้การประชุมโคเปนเฮเกนประสบความสำเร็จ ในด้านความท้าทายของภัยธรรมชาติ เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและความจำเป็นของการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ เรายังคิดด้วยว่าการจัดตั้งคลังข้าวสำรองฉุกเฉินเอเชียตะวันออกจะมีส่วนช่วยเหลืออย่างมากในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค

ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการทำให้เป้าหมาย “สามอาร์”ที่ไทยได้ตั้งไว้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ก่อนที่ไทยจะส่งต่อกาปรเป็นประธานของอาเซียนให้กับเวียดนาม ไทยอยากที่จะแบ่งบันความคิดของไทยเกี่ยวกับการก้าวไปสู่ศักราชใหม่ของความร่วมมืออาเซียน

ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความซาบซึ้งต่อความร่วมมือและการสนับสนุนที่เพื่อนร่วมงานทุกท่านได้มอบให้ตลอดการเป็นประธานอาเซียนขชองประเทศไทย และขอยืนยันความพร้อมของไทยในการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเวียดนามและหุ้นส่วนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาความพยายามในการสร้างประชาคมอาเซียนที่เน้นการปฏิบัติและเชื่อมโยงยิ่งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาค"

“อภิสิทธิ์”ชี้กมธ.สิทธิอาเซียนผลงานชิ้นโบว์แดง  
 
หลังจากนั้นนายอภิสิทธิ์  แถลงผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และ ประเทศคู่เจรจาครั้งที่ 15 ในฐานะประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมาในฐานะประธานอาเซียนได้ผลักดันการสร้างประชาคมจนประสบความสำเร็จของการพัฒนา 3 เสาหลัก โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน ที่สามารถจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ทำให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีกลไกสามารถเผชิญกับปัญหาท้าทายต่างๆได้ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือ โลกร้อน ความมั่นคงทางอาหาร และ พลังงาน ส่วนข้อการจัดตั้งการริเริ่มเชียงใหม่(ซีเอ็มไอ) เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบวิกฤติการเงิน และ ขยายวงเงินกองทุนจากเดิม 80,000 ล้านดอล์ล่าสหรัฐฯ เป็น 1.2 แสนล้านดอล์ล่าสหรัฐฯ จะเห็นรูปธรรมในปลายปีนี้

 ทั้งนี้ด้านการรับมือกับภัยพิบัติมีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ที่จะเร่งผลักดันให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม รวมทั้งข้อตกลงในรอบโดฮา และ เรื่องภาวะโลกร้อนที่โคเปนเฮเก้น

 ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงปัญหาการที่ไม่ได้มีการหารือร่วมกันระหว่าตัวแทนภาคประชาสังคมอาเซียนกับผู้นำอาเซียน ว่า เป็นปัญหาด้านการประสานงานเนื่องจากภาคประชาสังคมอาเซียน ไม่มีกลไกที่แน่ชัดซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างรัฐสภาอาเซียนที่มีตัวแทนและการประสานงานที่ชัดเจน

 อย่างไรก็ตามการหารือในรูปแบบนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อาเซียนปฏิบัติตามกฎบัตรอาเซียนสำเร็จ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแม้จะขรุขระบ้าง แต่ก็ต้องมีการปรับปรุงต่อไป ซึ่งไทยในฐานะประธานอาเซียนได้เสนอปัญหาดังกล่าวเพื่อให้ประเทศเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนครั้งต่อไปได้ไปปรับปรุงแก้ไข แต่ยืนยันปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความไม่ไว้วางใจของภาคประชาสังคมในกลุ่มอาเซียน

 ด้านนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวถึงปัญหานี้ว่าอาเซียนต้องยอมรับข้อแตกต่างด้านการเมืองการปกครอง และ การคัดเลือกตัวแทนภาคประชาสังคมของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เชื่อว่าจะได้รับการปรับปรุง ในการหารือครั้งต่อไป

อาเซียนกับคู่เจรจาแถลงร่วมมือด้านอาหาร-พลังงานชีวภาพ

 ขณะเดียวกันที่ประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ครั้งที่ 12 (EAS) ประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ได้ออกแถลงการณ์ชะอำ-หัวหิน ว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหาร และการพัฒนาพลังงานชีวภาพในกรอบอาเซียน+3 โดยมีสาระสำคัญว่า เราประมุขแห่งรัฐ หัวหน้ารัฐบาลประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี มีความกังวลต่อความมั่นคงด้านอาหารและความจำเป็นในการพัฒนาพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้ภาวะความผันผวนของราคาอาหารและน้ำมันที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ประชุมจึงย้ำถึง ข้อยึดมั่นของพวกเราที่จะรักษาความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานสำหรับประชาชนของเรา

และความจำเป็นในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในกระบวนการสร้างประชาคมในภูมิภาค โดยอ้างถึง แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก ฉบับที่ 2 และแผนงานความร่วมมืออาเซียน+3 (2550-2560) ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 11 ที่สิงคโปร์ ในเดือนพ.ย. 2550 โดยมีการเรียกร้องให้มีความร่วมมือในหลากหลายสาขา รวมทั้งด้านความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน

 ทั้งนี้ ได้ยืนยันความยึดมั่นอีเอเอสต่อปฏิญญาเซบูว่าด้วยความมั่นคงทางพลังงานในเอเชียตะวันออก ปี 2550 ในการพัฒนาประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมความหลากหลายของพลังงานเชื้อเพลิง และส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และแหล่งพลังงานใหม่และที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งพลังงานชีวภาพ

 ที่ประชุมอีเอเอส สนับสนุน การดำเนินการของโครงการนำร่องคลังสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออก และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งคลังสำรองข้าวฉุกเฉินในกรอบอาเซียน+3 โดยอาศัยประสบการณ์จากการจัดตั้งคลังสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออกและร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ โดยการปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีและองค์การระหว่างประเทศ จัดทำยุทธศาสตร์แบบบูรณาการเกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคอาหารและพลังงานชีวภาพที่ยั่งยืนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตอาหารและพลังงานชีวภาพที่ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยประกันความสมดุลในการผลิตอาหาร ทั้งนี้ ให้รายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ในปี 2553

 อีกทั้งให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับนโยบาย ประสบการณ์ และการพัฒนาขีดความสามารถและความร่วมมือด้านเทคนิค เพื่อส่งเสริมการทำให้มาตรฐาน การผลิตพลังงานชีวภาพและความปลอดภัยกับด้านอาหารในภูมิภาคมีความสอดคล้องกัน รวมทั้งกานลงทุนด้านป่าไม่ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบจากการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรขนาดใหญ่ เพื่อประกันว่าจะมีแหล่งผลิตอาหารอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและการเสริมสร้างอำนาจการต่อรองให้แก่เกษตรกร

 นอกจากนี้ ให้มีการจัดทำนโยบายด้านการค้าพลังงานชีวภาพในภูมิภาคเพื่อจัดการกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์จากที่ดิน และความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานชีวภาพร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพรุ่นที่ 2 และพลังงานทางเลือก

สื่อเทศมองประชุมอาเซียนมีความคืบหน้าบางอย่าง

บทบรรณาธิการในเวบไซต์ของหนังสือพิมพ์อาหรับนิวส์ ที่เผยแพร่วันนี้ ระบุว่า การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 ที่หัวหิน/ชะอำนาน 3 วันที่จะปิดฉากวันนี้ ประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ที่ประชุมกลับเลี่ยงที่จะวิจารณ์รัฐบาลทหารพม่าเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงอย่างนั้นก็ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าจัดการเลือกตั้งอย่างอิสระและเสรีในปีหน้า

ส่วนความพยายามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนแบบเดียวกับประชาคมเศรษฐกิจของยุโรปนั้น ยังมีการปฏิบัติตามข้อตกลงเปิดเสรีการค้าและพาณิชย์ได้อย่างจำกัดและกระท่อนกระแท่น  เช่น มาเลเซียได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเปิดเสรีการบิน แต่บางประเทศยังลังเลและต้องการปกป้องผลประโยชน์ของสายการบินแห่งชาติของตัวเอง

แต่หากชาติสมาชิกอาเซียนตระหนักถึงผลประโยชน์อย่างแท้จริงของเขตการค้าเสรีและพยายามเลิกปกป้องภาคเศรษฐกิจที่อ่อนแอ กลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนจะสามารถมีอิทธิพลในเวทีการค้าโลก ประเทศที่ยังล้าหลัง อย่าง ฟิลิปปินส์ ลาว และกัมพูชา จะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบเดียวกับโปรตุเกส สเปน และกรีซ ที่มีเศรษฐกิจเฟื่องฟูนับตั้งแต่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป

นอกจากนี้บทบรรณาธิการยังได้แนะว่าอาเซียนควรมีการปรับกฎข้อบังคับด้านการค้าและพาณิชย์ ตลอดจนกฎหมายให้ได้มาตรฐานเดียวกันจึงจะทำให้ตลาดแข็งแกร่งได้ นอกจากนี้เงินทุนจะต้องไหลเวียนในภูมิภาคได้อย่างเสรี และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ความเป็นสหภาพทางการเมือง แต่สิ่งนี้ยังไม่มีในอาเซียน เพราะอาเซียนยังมีการแบ่งแยกพรมแดนแตกต่างจากยุโรป แต่หากชาติอาเซียนมีการรวมทรัพยากรและบุคลากรเข้าด้วยกัน ตลอดจนทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของการร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ก็จะนำไปสู่การเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจ

และหนทางสู่จุดหมายนั้นยังคงยากลำบาก ผู้นำอาเซียนจึงควรเริ่มทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาคกันในภูมิภาค ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จที่จะสามารถแสดงความยินดีได้ในการประชุมปีหน้า

เปิดสถิติที่สำคัญเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุม

 อย่างไรก็ตามกมีสถิติที่สำคัญเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมสุดยอดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 1. การเสริมสร้างความเชื่อมโยงของภูมิภาค (enhancing connectivity)

 • อาเซียนเห็นชอบให้จัดตั้ง (1) คณะทำงานระดับสูงเพื่อพัฒนาแผนแม่บทของอาเซียนเกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมโยงด้านต่างๆ ภายในภูมิภาค และ (2) กองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน/เครือข่ายการคมนาคมขนส่ง

 • จีนได้ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในกองทุนเพื่อความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างอาเซียน-จีน (China-ASEAN Fund on Investment Cooperation) และให้สินเชื่อภายใต้โครงการสินเชื่อทางพาณิชย์และเงินกู้ยืม จำนวน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายปริมาณการค้า การลงทุน และการไปมาหาสู่กันในระดับประชนชน

 • คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UN-ESCAP) คาดการณ์ว่า การสร้างความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมของภูมิภาค โดยเฉพาะส่วนที่ยังไม่เชื่อมต่อกัน (missing links) จะต้องใช้เงินประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 2. การสร้างเสริมบทบาทและศักยภาพของประชาชน (Empowering Peoples)

 การบูรณาการทางเศรษฐกิจ

 • อาเซียนได้บรรลุข้อตกลงว่าด้วยการจัดทำเขตการค้าเสรีกับทั้ง 6 ประเทศคู่เจรจาที่เข้าร่วมในการประชุม สุดยอดเอเชียตะวันออก (อาเซียน + 6) ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) และจะดำเนินการควบคู่กันไปในการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area) และการสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านในเอเชียตะวันออก (Comprehensive Economic Partnership in East Asia) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขนาดเศรษฐกิจรวมกันมีมูลค่า 14.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีประชากรรวมกันกว่า 3,300 ล้านคน และมีเงินสำรองระหว่างประเทศรวมกันกว่า 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 การแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลก

 • ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียประเมินว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกจะมีรูปทรงตัว “วี” ( V-shape recovery ซึ่งหมายถึงการที่เศรษฐกิจตกลงต่ำสุดเพียงระยะเวลาไม่นาน จากนั้น จะเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว) โดยมีประเทศในเอเชียเป็นปัจจัยสำคัญของการฟื้นตัว โดยมีตัวเลขประมาณการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.9 (2552) ในปีนี้ และ 6.4 ในปีหน้า (2553)

 • ประเทศอาเซียน +3 จะร่วมกันทำให้กองทุนพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralization - CMIM ซึ่งจะเป็นกลไกที่ประเทศในภูมิภาคจะให้ความช่วยเหลือกันเองในกรณีที่ประเทศหนึ่งประเทศใดประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจากการสำรองอัตราแลกเปลี่ยน) ที่มีมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มดำเนินการได้ภายในช่วงปลายปี 2552

 • จีนจะให้การสนับสนุนทางการเงิน จำนวน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนากลไกการลงทุนและการให้หลักประกันด้านสินเชื่อภายใต้ข้อริเริ่มตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bonds Market Initiative - ABMI ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือนักลงทุนในภูมิภาคในการระดมทุน/ใช้เงินตราต่างประเทศสำรองที่ประเทศในเอเชียมีอยู่เป็นจำนวนมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชีย)

 การแก้ไขปัญหาโลกร้อน/การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 • เกาหลีใต้จะให้การสนับสนุนทางการเงิน จำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้ข้อริเริ่มว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนของเอเชียตะวันออกเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน (East Asia Climate Partnership Initiative)

 การจัดการกับปัญหาภัยพิบัติ

 • ญี่ปุ่นประกาศให้เงินสมทบเพิ่มเติมจำนวน 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่กองทุนอาเซียน-ญี่ปุ่นว่าด้วยการบูรณาการ (Japan-ASEAN Integration Fund) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน

 การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการเยือนในระดับประชาชน

 • จีนได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่มูลนิธิอาเซียน เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการเยือนในระดับประชาชน

 ความมั่นคงด้านอาหาร

 • ไทยจะจัดหาข้าวปริมาณ 620 ตัน แก่ฟิลิปปินส์ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยพิบัติ

 • จีนให้คำมั่นว่าจะสมทบข้าว จำนวน 300,000 ตัน ภายใต้โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (East Asia Rice Reserve)

 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 • จีนจะให้การฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศอาเซียน จำนวน 100 คน และจะส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างอาเซียนกับจีนเพิ่มเป็น 2 เท่า (200,000 คน) จากเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดไว้แล้วภายใต้ “โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา 100,000 คน ภายในปี 2563“

 • เกาหลีใต้เสนอแนวคิดโครงการให้ทุนการศึกษา (Global Korea Scholarship Programme) และความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียน-เกาหลีใต้ที่ให้การเรียนการสอนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (ASEAN-ROK Cyber University)

 • ญี่ปุ่นจะระดมทุน จำนวน 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนอาเซียน-ญี่ปุ่นว่าด้วยการบูรณาการ JAIF เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบป้องกันภัยพิบัติและระบบตอบสนองต่อภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน (emergency response) โดยเฉพาะในแง่มุมที่เกี่ยวการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตการเงินและการให้การฝึกอบรมภาษาญี่ปุ่นแก่พยาบาล

 โรคระบาด

 • ญี่ปุ่นสนับสนุนวัคซีนต้านไวรัสจำนวน 500,000 ชุด และอุปกรณ์ป้องกันไข้หวัดนกสำหรับเจ้าหน้าที่ จำนวน 350,000 ชุด

 การลดช่องว่างการพัฒนา

 • เกาหลีใต้ยืนยันคำมั่นที่จะให้เงินสนับสนุนแก่อาเซียน จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้ข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration) ระหว่างปี 2551 - 2555 และอีก 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการดำเนินโครงการภายใต้ข้อริเริ่มฯ ระหว่างปี 2556-2560

 • อินเดียจะสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่กองทุนความร่วมมืออาเซียน - อินเดีย และกองทุนเพื่อการพัฒนาอาเซียน