ข่าว

 เปิดมิติใหม่"ไมซ์เพื่อชุมชน" ผนึก"สหกรณ์"ต่อยอดธุรกิจฐานราก

 เปิดมิติใหม่"ไมซ์เพื่อชุมชน" ผนึก"สหกรณ์"ต่อยอดธุรกิจฐานราก

31 ส.ค. 2561

 เปิดมิติใหม่"ไมซ์เพื่อชุมชน" ผนึก"สหกรณ์"ต่อยอดธุรกิจฐานราก

 

                   ก้าวไปอีกขั้นสำหรับกรมส่งเสริมสหกรณ์ หลังผนึกสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(ทีเส็บ) เปิดพื้นที่ดึงชุมชนสหกรณ์จากทั่วประเทศกว่า 8,000 แห่ง จับคู่เจรจาความร่วมมือต่อยอดธุรกิจกับบริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ มุ่งหวังนำอุตสาหกรรมไมซ์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-ชุมชน เติมความสร้างสรรค์ สร้างจุดหมายปลายทางใหม่รองรับธุรกิจไมซ์ เพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น

 เปิดมิติใหม่"ไมซ์เพื่อชุมชน" ผนึก"สหกรณ์"ต่อยอดธุรกิจฐานราก

                 จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวระหว่างแถลงข่าวความร่วมมือของสองหน่วยงานในครั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมตลาดอุตสาหกรรมไมซ์ภายในประเทศปีนี้ ทีเส็บมีแนวทางในการผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน 3 ประสานประชารัฐ เพื่อให้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นตามนโยบายรัฐบาล

                 ​“ทีเส็บเล็งเห็นว่า ชุมชนสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่รองรับการจัดงานไมซ์ จึงได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” ขึ้น ด้วยความมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมไมซ์มีส่วนร่วมสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ได้เปิดมุมมองในการดำเนินงานให้สามารถรองรับธุรกิจการจัดงานไมซ์ โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษาดูงาน กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชุมชนหรือจัดกิจกรรมพิเศษตามวาระโอกาสขององค์กรธุรกิจต่างๆ โดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการจัดงานบนพื้นฐานทรัพยากรและเสน่ห์อันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน” จิรุตถ์กล่าว

 เปิดมิติใหม่"ไมซ์เพื่อชุมชน" ผนึก"สหกรณ์"ต่อยอดธุรกิจฐานราก

                  ​ในการนี้ทีเส็บได้จัดกิจกรรม Table Top Sale ซึ่งเป็นการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างชุมชนสหกรณ์และผู้แทนจากองค์กรธุรกิจชั้นนำ มูลนิธิต่างๆ สถานศึกษา สถาบันการเงิน มาพบปะเจรจากับผู้แทนชุมชนสหกรณ์ในงาน “ไมซ์เพื่อชุมชน มิติใหม่อุตสาหกรรมไมซ์ไทย” อันจะนำไปสู่การแบ่งปันองค์ความรู้ที่จะช่วยต่อยอดการพัฒนาสินค้าและบริการของชุมชน เปิดโอกาสในการเพิ่มรายได้จากการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน การจัดกิจกรรมร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กรธุรกิจ การจัดอาหารว่างในรูปแบบที่สร้างสรรค์ การสาธิตกิจกรรมต่างๆ วิทยากรบรรยาย และการต่อยอดขายสินค้าผลผลิตเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรม ทั้งการขายปลีกและขายส่งให้แก่บริษัทหรือองค์กรที่สนใจสนับสนุนชุมชน

                ​นอกจากนั้นยังได้รวบรวมสหกรณ์ที่มีศักยภาพ 35 แห่ง ให้เป็นพื้นที่นำร่องสำหรับโครงการไมซ์เพื่อชุมชน โดยจะจัดทำเป็นคู่มือสถานที่จัดงานไมซ์เพื่อชุมชน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มตลาดเป้าหมายผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดกิจกรรมนำคณะผู้แทนองค์กรธุรกิจและสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมการดำเนินงาน พร้อมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์การจัดงานโดยชุมชน ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จ.เพชรบุรี และสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จ.สระบุรี ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวให้แก่ชุมชนในการเป็นสถานที่จัดงานไมซ์

                   พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในการจัดทำโครงการ "ไมซ์เพื่อชุมชน” ครั้งนี้ มีเป้าหมายในการร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้มีเข้มแข็ง ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งกระจายรายได้สู่ชุมชนต่างๆ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อน ดูแลชีวิตความเป็นอยู่และพัฒนาอาชีพให้ชาวบ้าน ซึ่งการส่งเสริมให้เกิดการศึกษาดูงานและการท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้ โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลางของชุมชน ทำหน้าที่นำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของพื้นที่นั้นๆ ให้มีความน่าสนใจ รวมถึงรวบรวมสินค้าพื้นบ้าน ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ทั้งสินค้าประเภทอาหาร ขนมพื้นบ้าน สินค้าเกษตรแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นของดีที่คนในชุมชนผลิตขึ้น มานำเสนอและถ่ายทอดข้อมูลเหล่านั้นให้แก่คนที่เข้าไปศึกษาดูงานได้รับทราบ ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้เดินทางไปเยือนในแต่ละพื้นที่

                “ในปีนี้เราก็ได้ไปเชื่อมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้เขามาพัฒนาตัวสินค้าเหล่านี้เพื่อจะดึงให้ภาคเอกชนลงไปเจอสินค้าดีๆ ในชุมชน  เราตั้งเป้าไว้ที่ 700 แห่งในอำเภอต่างๆ ตามที่เราจะยกระดับสหกรณ์การเกษตร 763 แห่งในทุกอำเภอ เพราะว่าอำเภอประเทศไทยมีอยู่ 882 อำเภอ แต่มีสหกรณ์ที่เข้มแข็งอยู่ในอำเภอต่างๆ มีเพียง 763 อำเภอ ใน 763 อำเภอ เรามีหลายเรื่องที่เราจะไปทำกับสหกรณ์ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่การนำตัวตลาดไปหาตัวชุมชนของสหกรณ์เองในเบื้องต้นเราเลือกมา 35 แห่ง ที่มีความพร้อมนำร่องก่อน” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ย้ำด้วยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมความพร้อมสหกรณ์ โดยจะสร้างจุดเด่นของสหกรณ์แต่ละแห่ง ซึ่งจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลเรื่องราวต่างๆ และสินค้าของดีแต่ละชุมชนมาเป็นจุดขายและดึงดูดให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งบุคคลทั่วไปและภาคเอกชนได้ไปเยี่ยมชมและเกิดการบอกต่อเรื่องราวเหล่านั้นขยายออกไปในวงกว้าง และจะนำโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” มาเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ

                      นับว่าโครงการนี้จะเป็นโอกาสดีของสหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ที่จะเปิดรับประสบการณ์ ความรู้ แนวความคิดใหม่ๆ จากภาคเอกชนที่จะเข้าไปจัดกิจกรรมและศึกษาดูงาน ซึ่งจะได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอวิธีการในการบริหารจัดการสินค้าและการให้บริการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ เสริมทักษะพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมให้สหกรณ์ในแต่ละชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรฐานรากของประเทศมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

                     ​“ทีเส็บเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาร่วมมือกับสหกรณ์ ในการเข้ามาร่วมกันพัฒนาชนบท ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ ทีเส็บจะเข้ามาเชื่อมกับสหกรณ์ในรูปแบบของการจัดประชุม หรือเป็นเชิงการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปพร้อมกันด้วย โดยจากนี้ไปเชื่อว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสหกรณ์จะเกิดการพัฒนาขึ้นและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชนต่างๆ ได้ในทันที” พิเชษฐ์ กล่าวย้ำ 

                                             

ยกระดับ“สหกรณ์”รับจัดงานประชุมสัมมนา

               อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(ทีเส็บ) กล่าวถึง “งานไมซ์เพื่อชุมชน มิติใหม่อุตสาหกรรมไมซ์” ถือเป็นกิจกรรมหรือเป็นภารกิจใหม่ของทีเส็บ หรือสสปน. ที่พยายามที่จะทำให้อุตสาหกรรมไมซ์สามารถที่จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศให้ลงลึกไปสู่ชุมชนไปสู่ภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น ในอดีตเวลานึกถึงอุตสาหกรรมไมซ์มักจะคิดถึงแต่ว่า อุตสาหกรรมไมซ์ไปโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  การจัดประชุมสัมมนานิทรรศการ โรงแรม สถานที่จัดประชุมต่างๆ ซึ่งร้านค้าก็จะเป็นผู้ได้รับอานิสงส์ของอุตสาหกรรมไมซ์ แต่ในปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมไมซ์มากขึ้น เพราะว่าในแต่ละปีเราคาดว่าเฉพาะอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศจะมีผู้เดินทางไม่ต่ำกว่า 29 ล้านคน ทำให้เกิดรายได้ปีละประมาณ 62,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็มองว่า อุตสาหกรรมไมซ์ จะต้องทำประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศให้มากยิ่งขึ้นไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเดียว

              “จริงๆ แล้วการจัดประชุมสัมมนา โดยเฉพาะนิทรรศการ หรือเทรดแฟร์ต่างๆ สามารถที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวาง สามารถทำให้เกิดการค้า การซื้อขายสินค้า อย่างเวลามีงานนิทรรศการต่างๆ หรืองานแฟร์ นอกจากนี้อาจจะเกิดการลงทุน เจรจาร่วมทุน เพราะฉะนั้นการค้าการลงทุนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ แต่ว่าเราไม่ได้มองแค่นั้น แต่มองลงไปถึงชุมชน มองลงไปต่างจังหวัดมากขึ้นด้วย เพื่อให้รายได้ลงไปถึงชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียง”

ประธานทีเส็บย้ำว่า อุตสาหกรรมไมซ์ขณะนี้ไม่ใช่อยู่แค่มืองใหญ่ ที่มีความพร้อม มองไปถึงเมืองรองด้วย โดยเฉพาะสหกรณ์ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการรวบรวมเกษตรกรและชุมชน ในการรบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่ดี ที่สามารถที่จะเผยแพร่หรือว่าเป็นแหล่งที่จะให้คนได้เข้าไปเที่ยวไปเรียนรู้ หรือสามารถไปใช้ในการจัดประชุมสัมมนาได้ด้วย ซึ่งทางทีเส็บพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนให้หลายๆ พื้นที่ของสหกรณ์สามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้สามารถรองรับการประชุมได้ด้วย ซึ่งก็จะทำให้คนสามารถไปซื้อสินค้าจะทำให้ประโยชน์ตกถึงเกษตรกรและชุมชนที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์อย่างแท้จริง ​