
สัมพันธภาพสื่อ ตามหลัก'เอฟบีไอ'กับ พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช
เป็นครั้งแรกที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาวสวยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ โฆษกฝีมือระดับเทพ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผบ.ตร ซึ่งรองโฆษกสาวสวยผู้นี้ มิได้มีเพียงหน้าตาเทียบชั้นแอร์โฮสเตส
แต่ยังมีความเก่งและฉลาดรอบรู้ทั้งภาษาต่างประเทศ ตรรกะแห่งเหตุผลจากโลกวิทยาศาสตร์ ผสมผสานความยุติธรรมแห่งวงการตำรวจสากล ที่เคยผ่านการอบรมหลักสูตร 3 เดือนเต็มจากสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟบีไอ ซึ่งเมืองไทยมีเพียงตำรวจหญิงเพียงไม่เกิน 3 คน เคยผ่านการฝึกจากเอฟบีไอ และหนึ่งในนั้น คือ พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช สารวัตรจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล
พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย สวมเครื่องแบบเต็มยศ ประดับเข็มเล็กๆ ของผู้ผ่านการฝึกอบรมจากเอฟบีไอที่อกขวา เล่าถึงโอกาสที่เข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ จากเอฟบีไอเมื่อปีที่แล้ว ก่อนปูทางมาสู่ตำแหน่งรองโฆษก ด้วยความทรงจำที่แจ่มชัดว่า เริ่มต้นตั้งแต่การทำงานที่กองพิสูจน์หลักฐาน ต้องมีการติดต่อประสานข้อมูลทางคดีกับตำรวจประเทศต่างๆ รวมถึงเอฟบีไอด้วย และเมื่อย้ายมาสังกัดกองบัญชาการตำรวจสันติบาล มีโอกาสทำงานประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจต่างประเทศมาหลายปี จึงได้รับคัดเลือกให้ไปสอบสัมภาษณ์และเข้ารับการฝึกอบรมจากเอฟบีไอเป็นเวลา 3 เดือน
การอบรมครั้งนั้น มีผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรเอฟบีไอทั้งหมด 270 คน เป็นตำรวจต่างประเทศ 30 คน จาก 30 ประเทศ ที่เหลืออีก 240 คนเป็นตำรวจจากมลรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา การอบรมครั้งนี้มีตำรวจหญิงเข้าร่วมเพียง 17-18 คน โดยตำรวจชายและหญิงจะผ่านการฝึกภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันทุกอย่าง
“ตอนอบรมที่เอฟบีไอไม่ว่าจะเป็นฝรั่งกล้ามใหญ่ หรือตำรวจหญิงตัวเล็กๆ จากเมืองไทย จะทำเหมือนกันหมด ไม่แบ่งแยกชายหญิง ตอนอบรมชั้นเรียนปกติก็สบายๆ แต่ตอนเข้าคอร์สไฟซิเคิลฟิตเนส (Physical Fitness) ต้องยกถุงทราย 5 ปอนด์ 3 ปอนด์ ก็ต้องทำเหมือนกันหมด เห็นคนอื่นๆ ยกกระสอบทรายเหมือนยกหมอน ขนาดเรายกแค่ 3 ปอนด์ก็หนักมาก และยิ่งตอนรับลูกบอลจากตำรวจชายตัวโตๆ ก็โดนแรงเหวี่ยงจนแทบยืนไม่อยู่ แต่ก็ขำๆ ไม่เท่าไหร่ อาศัยความได้เปรียบที่อายุน้อยกว่าเพื่อนๆ ที่มีอายุเฉลี่ย 40 ปี” พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย เล่าอย่างออกรส
ส่วนไฮไลท์ของการฝึกอบรมคือการผ่านคอร์ส “เยลโลบริคโรด” (Yellow Brick Road) เป็นการวิ่งให้ครบ 6 ไมล์ ประมาณ 10 กิโลเมตร โดยเริ่มวิ่งครั้งแรกที่ 1.5 ไมล์ ประมาณ 3 กิโลเมตร ทั้งนี้ “เยลโลบริคโรด” เป็นชื่อถนนในนิทานเรื่อง อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ เป็นการเดินทางของหนูน้อยอลิซ ที่ผ่านถนนเส้นนี้แล้วพบเจอและผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับผู้ผ่านการอบรมที่ต้องวิ่งเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร จะเป็นสิ่งทดสอบความเจ็บปวด ความรัก การวางตัว ความซื่อสัตย์ และการนับถือตัวเอง มาอย่างยากลำบากเพียงใด จึงมีโอกาสมาถึงเส้นชัยที่มายืนโพสท่าบันทึกภาพแห่งความสำเร็จใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่มีป้ายข้อความต่างๆ ที่ต้องพบเจอก่อนจะมาถึงเส้นชัย
“เริ่มวิ่งครั้งแรกต้องทำให้ได้ 1.5 ไมล์ แรกๆ วิ่งเข้าสุดท้าย แต่ครั้งสุดท้ายกลับมีแรงฮึดวิ่งนำผู้ชายตัวใหญ่ๆ (หัวเราะ) จนเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกๆ อาจเป็นเพราะเราอายุน้อยกว่าเพื่อน และมีความอดทนแข็งแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายก็ได้มายืนถ่ายรูปที่จุดเส้นชัยที่มีป้ายข้อความติดไว้ที่ต้นไม้ ที่บ่งบอกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง” พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย โชว์ภาพถ่ายอย่างภาคภูมิใจ
สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมครั้งนี้ มีหลักสูตรต่างๆ ให้เลือกลงทะเบียนเรียนกว่า 30 วิชา โดยผู้อบรมสามารถเลือกลงทะเบียนเรียนได้แค่คนละ 7-9 วิชาเท่านั้น พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย จึงเลือกเรียนในหลักสูตร Public Speaking, Contemporary Police & Media relation, Behavior science, Forensic, Leadership และ Physical Fitness เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาของวิชาที่อบรมเสริมสร้างความเป็นผู้นำ การบริหารจัดการความเครียดจากการทำงาน การพูดในที่สาธารณะ และการสร้างสัมพันธภาพกับสื่อมวลชน
"การอบรมเกี่ยวกับการสร้างสัมพันธภาพกับสื่อมวลชนทำให้รู้ถึงความแตกต่างของการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน ซึ่งสหรัฐอเมริกาแต่ละมลรัฐจะใช้กฎหมายคนละฉบับ ส่วนประเทศไทยจะใช้กฎหมายฉบับเดียวกันทั้งประเทศ และเรียนรู้ว่าหลักการทำงานของสื่อมวลชนไทยกับต่างประเทศแตกต่างกันตรงวัฒนธรรมการเข้าถึงสื่อมวลชนของไทยจะเป็นแบบพี่น้องที่ช่วยเหลือกัน แต่ในต่างประเทศจะเป็นทางการมากกว่า สื่อมวลชนไทยจะเป็นลักษณะพี่น้อง เช่น เราอยากให้สื่อช่วย แป๊บเดียวก็ได้เบาะแสแล้ว เป็นการช่วยเหลือกันจนงานสำเร็จลุล่วง แต่ในต่างประเทศไม่มีสัมพันธ์แบบพี่น้อง จะเป็นทางการมากกว่า” พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย เปรียบเทียบความแตกต่าง
จากประสบการณ์การฝึกอบรมจากเอฟบีไอตลอด 3 เดือน พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย ยังเก็บภาพความประทับใจในวัน "เมมโมเรียลเดย์" (Memorial day) อยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทยบ้าง ซึ่ง เมมโมเรียลเดย์ จะจัดขึ้นปีละครั้ง เพื่อรำลึกถึงตำรวจผู้จากไปขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเชิญภรรยา ลูกกำพร้า และครอบครัว มาพูดคุยให้กำลังใจ และมีโอกาสศึกษาดูการทำงานของตำรวจเอฟบีไอ พาลูกๆ มาดูที่ทำงานของพ่อที่เสียชีวิต พูดคุยให้กำลังใจ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมให้เด็กๆ เพื่อให้เขาไม่เกิดความรู้สึกถูกทอดทิ้ง เมื่อคนในครอบครัวหายไป แต่พวกเขาก็ยังมีเอฟบีไอคอยห่วงใยและให้กำลังใจ จึงอยากให้กิจกรรมดีๆ ลักษณะนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยบ้าง เพราะอย่างน้อยๆ ก็ทำให้ครอบครัวของตำรวจไทยที่จากไปขณะปฏิบัติหน้าที่มีกำลังใจและรู้สึกไม่ถูกทอดทิ้ง
นอกจากประสบการณ์ด้านการสร้างสัมพันธภาพกับสื่อมวลชนตามแบบฉบับของเอฟบีไอที่ พ.ต.ต.หญิง ฉันฉาย เก็บความรู้พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม เพื่อลุยงาน รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างเต็มความสามารถแล้ว ยังเก็บสะสมความทรงจำในรูปแบบของที่ระลึกนับร้อยๆ ชิ้น ที่ได้จากการอบรมครั้งนี้ด้วย นั่นคือ อาร์ม (Patch) และเข็มตราสัญลักษณ์ (Pin) ซึ่งแลกเปลี่ยนความทรงจำกับตำรวจประเทศต่างๆ และมลรัฐต่างๆ และโดยเฉพาะอาร์มของเอฟบีไอ แต่น่าเสียดายที่เครื่องแบบตำรวจไทยไม่สามารถติดอาร์มชิ้นนั้นได้ จึงมีเพียงเข็มหมุดเล็กๆ ที่ติดอยู่ที่อกขวาของรองโฆษกสาวที่การันตีว่าผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมจากเอฟบีไอ รุ่น 233 พร้อมสร้างสัมพันธภาพกับสื่อมวลชนอย่างมืออาชีพแล้ว
ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง
นัทพล ทิพย์วาทีอมร : ภาพ



