
"องค์การอิสระสิ่งแวดล้อม"สำคัญไฉน ?
"ปัญหาสิ่งแวดล้อม" กำลังจะเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความขัดแย้งกันระหว่างดำเนินโครงการ กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการนั้น ซึ่งได้แก่ ชาวบ้านในพื้นที่ที่เป็นผู้อยู่อาศัยและชุมชน
ซึ่งได้เกิดคดีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ในคดีที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับ 76 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตามที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านยื่นฟ้อง
ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง จึงได้กำหนดให้มี "องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ" ซึ่งองค์การนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการดำเนินการออก "กฎหมายลูก"
แต่รัฐธรรมนูญบังคับใช้มาแล้ว 2 ปี องค์การอิสระนี้ ก็ยังไม่มีการจัดตั้งขึ้น
"เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ต้องการให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีความอิสระและเป็นกลางอย่างแท้จริง คือสามารถให้ข้อคิดเห็นได้อย่างอิสระ ไม่มีการครอบงำ หรือไม่มีการสั่งซ้าย-สั่งขวาได้จากหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง ซึ่งการให้ข้อคิดเห็นก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการที่หน่วยงานที่อนุมัติหรืออนุญาต จะใช้ประกอบการตัดสินใจว่าโครงการนั้นๆ ควรที่จะอนุมัติ หรืออนุญาตให้ดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ ตามที่ผู้ประกอบการขออนุมัติมาหรือไม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง" ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและเป็นหนึ่งในผู้ยื่นฟ้องคดีมาบตาพุด เริ่มชี้ให้ถึงความสำคัญขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ
สำหรับความคิดของ "ศรีสุวรรณ" เขาเห็นว่า ควรมีกฎหมายในรูปของพระราชบัญญัติออกมารองรับ หรืออย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเป็นในรูปของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ ซึ่งจะทำให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง อย่างชัดเจน
"แต่ถ้าองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ ไปอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยราชการโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่พยายามแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ปี 2535 และ ครม.ได้เห็นชอบไปเมื่อเร็วๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ด้วย"
ทั้งนี้ในเรื่อง กฎหมายลูก ศรีสุวรรณบอกว่า ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ เคยร่วมมือกันยกร่างออกมาเป็น พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
และเมื่อยกร่างเสร็จก็ส่งไปให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ตั้งแต่ 30 กันยายน 2551 ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกภาค รวมทั้ง กทม. ด้วย จึงเป็น "ผลึก" ทางความคิดในเรื่องของการจัดทำองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ ที่ชัดเจนอยู่แล้ว
แต่ปรากฏว่าร่างดังกล่าวถูกเก็บเงียบ !!!
"ดังนั้น ถ้ารัฐบาลใจกว้างนำร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่ภาคประชาสังคมช่วยกันยกร่างและยื่นแก่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไปแล้ว มาผลักดันเป็นกฎหมายก็จะได้รับการยอมรับจากภาคประชาสังคมและภาคประชาชนมากที่สุด และความขัดแย้งในเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ก็จะไม่เกิดขึ้น"
ทั้งนี้ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ ตามกฎหมายลูก ที่ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ยกร่างขึ้นนั้น ต้องเป็นนิติบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มีผลงานประจักษ์ในด้านนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี จึงจะสามารถไปจดแจ้งต่อสำนักเลขาธิการของสำนักงานองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ ได้ ซึ่งทำให้องค์กรเอกชนทั่วประเทศและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศในด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สามารถไปจดแจ้งขึ้นทะเบียนได้
การให้ความเห็นต่อโครงการใดๆ ขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ นั้น คณะกรรมการขององค์การ ซึ่งมีจำนวน 9 คน ก็จะมอบหมายให้สมาชิกด้านสิ่งแวดล้อมฯ ที่อยู่ในพื้นที่ที่โครงการนั้นกำลังดำเนินการซึ่งมีทั้งองค์กรเอกชนและสถาบันการศึกษาให้ความเห็นมาก่อน โดยไปทำกระบวนการประชาชน ไปประชุมรับฟังความคิดเห็น รับข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนแล้วสะท้อนความเห็นของประชาชนมา จากนั้นจึงมาให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการกลาง ให้ข้อคิดเห็น ต่อจากนั้นนำข้อคิดเห็นนี้ไปเสนอต่อหน่วยงานอนุมัติ อนุญาตต่อไป สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นแนวทางที่ยอมรับได้ของหลายๆ ฝ่าย ที่ต้องการเห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ปฏิบัติไปในทิศทางนี้
"ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งผลักดันให้ "องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ" เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินโครงการ กับประชาชนในพื้นที่จะได้ลดน้อยลง จะได้ไม่มีชาวบ้านออกมาชุมนุมปิดถนน ประท้วงกันเยอะแยะ วุ่นวายกันไปหมด ซึ่งระยะหลังๆ เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ มากขึ้นทุกที"
*โต๊ะข่าวการเมือง**



