ข่าว

 เปิดวิสัยทัศน์"หนองบัวลำภูโมเดล"

 เปิดวิสัยทัศน์"หนองบัวลำภูโมเดล"

28 ส.ค. 2561

 เปิดวิสัยทัศน์"หนองบัวลำภูโมเดล" ใช้งานวิจัยยกระดับรายได้สู่เมืองปลอดภัย

 

                 ผลจากการลงพื้นที่จ.หนองบัวลำภู ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืน พร้อมประกาศต่อหน้าประชาชนที่มารอต้อนรับว่ารัฐบาลนี้ดูแลประชาชนทุกคนในประเทศ แต่ในจังหวัดหรือพื้นที่ที่มีรายได้น้อยก็ต้องให้ความสำคัญมาก เช่นเดียวกับ จ.หนองบัวลำภู ที่มีรายได้ต่ำสุดของประเทศ เฉลี่ย 41,000 บาทต่อคนต่อปี รัฐบาลก็เร่งดูแลให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่นการลงพื้นที่วันนี้จะต้องเกิด “หนองบัวลำภูโมเดล” 

          จากข้อสั่งการดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี ทำให้วันนี้ทุกภาคส่วนได้มีการบูรณาการเพื่อขับเคลื่อน “หนองบัวลำภู โมเดล” หวังแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

โดยมีแนวทางสำคัญได้แก่ การเพิ่มรายได้ให้ประชาชน การลดการใช้สารเคมีภาคการเกษตร และการลดผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตรที่มีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์จังหวัดหนองบัวลำภู ที่มุ่งเน้น “การลดการใช้สารเคมีภาคการเกษตร” ภายใต้วิสัยทัศน์ “หนองบัวลำภู เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว” ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู “ธนากร อึ้งจิตรไพศาล” ได้เล็งเห็นว่าการขับเคลื่อน “หนองบัวลำภู โมเดล” โดยการวิจัยจะสามารถช่วยส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งสามารถแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีหลักการได้ 

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กล่าวถึงความร่วมมือกันระหว่าง วช.กับจังหวัดหนองบัวลำภู ผ่านโครงการวิจัยเรื่อง “การลดการใช้งานและการจัดการสารเคมีปราบศัตรูพืชในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู” ตามแนวนโยบายของ วช. ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พื้นที่ด้วยการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีกลไกขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล และประเด็นเร่งด่วนภายใต้โครงการวิจัยท้าทาย แผนงานวิจัยตอบสนองนโยบาย เป้าหมายรัฐบาลและตามระเบียบวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนงานวิจัยที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหา รวมทั้งตอบโจทย์และวัตถุประสงค์ตามความต้องการของรัฐบาลได้ โดยการวิจัยเรื่อง “การลดการใช้งานและการจัดการสารเคมีปราบศัตรูพืชในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู” นั้น เป็นการวิจัยในเชิงบูรณาการ มีการทำวิจัยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดังนั้นผลงานวิจัยที่ได้จะสามารถสร้างผลกระทบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และสังคมให้แก่ จ.หนองบัวลำภู ได้อย่างแท้จริง 

สำหรับแนวทางในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยของโครงการนี้ประกอบด้วยการดำเนินการของนักวิจัยใน 4 กลุ่มสาขา คือ กลุ่มเกษตรกรรม ได้แก่ เกษตรทางเลือกสำหรับหนองบัวลำภู เศรษฐศาสตร์และแรงจูงใจเพื่อการวางแผนการใช้ที่ดิน การใช้สารทดแทนชีวภาพการใช้สารเคมี การควบคุมการใช้สารเคมี และการจัดการสารเคมี, กลุ่มนโยบาย ได้แก่ นโยบายลดสารเคมีพื้นที่ต้นน้ำ การสร้างนโยบายสาธารณะภาคประชาชน การจัดตั้งชุมชนอาสาไม่ใช้สารเคมี และการอบรมแนวทางการเกษตรปลอดสารเคมี, กลุ่มเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ งานวิจัยสร้างเครือข่ายปลูกอ้อยปลอดภัยจากสารเคมีในความร่วมมือของการรับซื้ออ้อยจากภาคอุตสาหกรรม งานวิจัยกลไกทางเศรษฐศาสตร์และแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนเกษตรพึ่งพิงสารเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ในบริบทของเกษตรอินทรีย์วิถีหนองบัว และกลุ่มสุขภาพ/สาธารณสุข ได้แก่ การสร้างแนวกันชนรองรับสารเคมีก่อนเข้าสู่แหล่งน้ำดิบ และการปรับปรุงระบบผลิตน้ำสะอาด

“เป้าหมายของผลลัพธ์หลักของโครงการวิจัยในส่วนของนโยบาย การเกษตร เศรษฐศาสตร์-การตลาด และการขับเคลื่อนภาคประชาชน ในกรอบระยะเวลา 3 ปี คือลดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชลงร้อยละ 40 จากปริมาณการใช้สารเคมีทั้งหมดในปี 2561 รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดการใช้สารเคมี ตลอดจนการตระหนักถึงปัญหาสุขภาพและเกิดการยอมรับในการลดการใช้สารเคมี การนำเทคโนโลยีจากงานวิจัยไปใช้งานเพื่อให้เกิดการลดการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรได้อย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ วช.ย้ำด้วยว่า ผลลัพธ์จากการลดการใช้สารเคมีนี้จะนำไปสู่การพัฒนารายได้ของประชาชนในส่วนของการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ และลดผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวที่เป็นผลลัพธ์ของโครงการวิจัยนี้ สามารถนำไปสู่การขยายผลในการลดสารเคมีของ จ.หนองบัวลำภู ได้มากกว่าร้อยละ 50 หรือมากกว่าเมื่อโครงการวิจัยเสร็จสิ้น อีกทั้งยังเพิ่มความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ของแผนยุทธศาสตร์จังหวัดหนองบัวลำภู และสามารถนำไปใช้ขยายผลเป็นพื้นที่ต้นแบบให้แก่จังหวัดอื่นๆ ในการลดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชได้ต่อไป จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับผู้ใช้ประโยชน์ ผลงานวิจัยที่ออกมาก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนโครงการวิจัยแล้วเสร็จ ดังนั้นจึงเป็นการตอบโจทย์วิจัยในเชิงพื้นที่ได้อย่างแท้จริง 

ธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวถึงการจัดการแก้ปัญหาสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อมว่า เราต้องแก้ปัญหาเร่งด่วนหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน อ.โนนสังข์ อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำพอง ที่มีการปลูกอ้อยจำนวนมาก จึงต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติและระบบประปาอย่างเป็นรูปธรรม และพื้นที่ศึกษาในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีระเบียบข้อบังคับว่าห้ามนำสารเคมีอันตรายเข้าไปในพื้นที่ จึงต้องมีการบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ภาครัฐและประชาชนต้องร่วมมือกัน เป็นการระเบิดจากข้างใน โดยแผนปฏิบัติการประกอบด้วย การประชาสัมพันธ์เชิงรุก การพัฒนาทีม ก. ระดับอำเภอ - ทีม ข. ระดับตำบล และเกษตรกรในทุกพื้นที่ 58 ตำบล รวมถึงส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเกษตรอินทรีย์หรือพืชทางเลือก จำนวน 3 หมื่นไร่ จาก 300 กลุ่ม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ของ จ.หนองบัวลำภู นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากทุนวิจัยของ สกว. การลด ละ เลิก และการหาสารทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

ในขณะที่ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร นำโดย รศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ในฐานะหัวหน้าโครงการได้ทำการวิจัยการแก้ปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีปราบศัตรูพืชที่ตกค้างในภาคเกษตรกรรม ทั้งในดินที่เพาะปลูกและในแหล่งน้ำโดยรอบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน  ภายใต้โครงการ “การพัฒนาไบโอเซรามิกส์กำจัดสารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม” โดย “ไบโอเซรามิกส์” หรือเซรามิกส์ที่ตรึงจุลินทรีย์ไว้บนพื้นผิว เพียง 30 กรัมต่อน้ำหนึ่งลิตร สามารถกำจัดพาราควอตที่มีความเข้มข้นเริ่มต้น 10 มก.ต่อลิตรได้มากกว่า 95% ภายในเวลา 4 ชั่วโมง ขณะที่เซรามิกส์สามารถกำจัดด้วยกระบวนการดูดซับได้เพียง 66% 

“กลไกในการย่อยสลายสารเคมีปราบศัตรูพืชเกิดจากการที่ไบโอเซรามิกส์ดูดซับสารพาราควอตเอาไว้ที่พื้นผิว และสารเหล่านี้จะถูกจุลินทรีย์ที่ตรึงบนเซรามิกส์ย่อยสลายให้หมดไป จึงสามารถกำจัดสารพาราควอตและสารเคมีปราบศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ที่ตกค้างในน้ำ ไบโอเซรามิกส์ที่ถูกพัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปใช้งานในแหล่งน้ำธรรมชาติและยังพัฒนาเป็นรูปร่างสัตว์ ปะการัง หรือตุ๊กตาชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการตกแต่งสวนให้สวยงามได้อีกด้วย” รศ.ดร.พวงรัตน์เผย 

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพยายามแก้ปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีปราบศัตรูพืชในดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่จำนวนมากและหลากหลายชนิดในประเทศมาใช้ในการผลิต “ไบโอคาร์บอน” หรือถ่านชีวภาพที่มีพื้นผิวสูงและถูกนำมาตรึงจุลินทรีย์เพื่อให้ดูดซับและย่อยสลายสารเคมีปราบศัตรูพืชที่ตกค้างในดิน ภายใต้โครงการ “การพัฒนาไบโอคาร์บอนเพื่อลดปัญหาสารตกค้างในดินและน้ำ” โดยการสนับสนุนของ สกว. ซึ่งไบโอคาร์บอนนี้ทำจากกาบมะพร้าวให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดพาราควอตจากดินและพาราควอตที่ปนเปื้อนในดินภายในเวลา 2-3 วัน ทั้งยังสามารถใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดินได้อีกด้วย จึงนำไปใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีทางการเกษตรมายาวนาน และต้องการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่การเกษตรที่ใช้สารเคมีเป็นวิถีการเกษตรปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์ได้ในเวลาอันสั้น