
"สุชาติ" อดีต ผบช.น.ลุ้น ฟังอุทธรณ์คดีสลายม็อบ พธม.
"สุชาติ" อดีต ผบช.น.มาแล้ว รอลุ้น ฟังอุทธรณ์คดีสลายม็อบ พธม.
28 ส.ค.61-ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเตรียมความพร้อมอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีที่ ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์ในส่วนของ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อายุ 67 ปี อดีต ผบช.น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ส.ค.60 ยกฟ้องร่วมกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง , พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.(น้องชาย พล.อ.ประวิตร รองนายกฯ ) ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการออกคำสั่งขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่ม พธม.ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา ปี 2551 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
โดยวันนี้ "พล.ต.ท.สุชาติ" อดีต ผบช.น. เดินทางมาถึงศาลตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 08.00 น. ก่อนถึงเวลานัดฟังคำพิพากษาในเวลา 10.00 น.
ขณะที่ในส่วนองค์คณะ 9 คนที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาอุทธรณ์นั้น ก็ได้ประชุมภายในองค์ณะเมื่อเวลา 08.00 น.เพื่อลงมติผลคำพิพากษาอุทธรณ์แล้ว
สำหรับบรรยากาศโดยรอบอาคารศาลฎีกาฯ นั้น ก็มีทั้งเจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำศาลเกือบ 10 นาย ตรวจตราและตรวจสอบบุคคลที่เข้าภายในอาคารศาลโดยมีการจัดเรียงแผงกั้นเหล็กรอบทางเข้าอาคารศาลด้านหน้าพร้อมติดประกาศข้อความ "ห้ามประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล"รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 30 นาย จาก สน. ทุ่งสองห้องที่มาประจำการโดยรอบศาลเพื่อดูแลความเรียบร้อย และป้องกันเหตุที่เกรงว่าอาจจะมีกลุ่มผู้สนับสนันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อความวุ่นวาย แต่อย่างไรก็ดีวันนี้คงมีเพียงผู้สื่อข่าวทะ้งทีวี - หนังสือพิมพ์จากหลายสำนักเท่านั้นที่มาติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งการเข้าฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ในห้องพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่ก็จะให้ฝากเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดไว้ด้านนอกเพื่อป้องกันการอัดเสียงภถ่ายภาพองค์คณะฯ ขณะอ่านคำพิพากษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับองค์คณะ 9 คน ซึ่งที่ประชุมทั้ง 176 คน ได้ลงมติเลือกให้มาพิจารณาอุทธรณ์คดีนี้ ประกอบด้วย “นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 , นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 3 , นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกาคนที่ 5 , นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว รองประธานศาลฎีกาคนที่ 6 , นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ,นายสุนทร ทรงฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา ,นายสู่บุญ วุฒิวงศ์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ,นายสุรพันธุ์ ละอองมณี ประธานแผนกคดี ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา และนายทวี ประจวบลาภ ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา”
ซึ่งการอุทธรณ์คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมัคำตัดสินนั้น ได้มีบทบัญญัตไว้ รัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 195 วรรคสี่ “ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติเลือกผู้พิพากษาจํานวน 9 คนเป็นองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วย ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งผู้พิพากษานั้นต้องไม่เคยพิจารณาคดีดังกล่าวมาก่อนและเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้นเป็นคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา



