
ประสานสถานทูต! พาแหม่มอังกฤษพบตำรวจ
ผู้การฯ สุราษฎร์ฯ แถลงคืบหน้าคดีแหม่มอังกฤษโวยตำรวจไม่รับแจ้งความถูกข่มขืน เตรียมประสานสถานทูตติดต่อผู้เสียหายพบตำรวจ
สุราษฎร์ธานี - คืบหน้าคดีแหม่มอังกฤษโวยตำรวจไม่รับแจ้งความถูกข่มขืน ผู้การฯ สุราษฎร์ฯ แถลงเตรียมประสานสถานทูตติดต่อผู้เสียหายพบตำรวจ วอนยุติให้ข่าวกับสื่อ
จากกรณีสาวชาวอังกฤษ วัย 19 ปี อ้างว่าถูกวางยาและถูกข่มขืนที่หาดทรายรี อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความคดีข่มขืน รับแจ้งเพียงคดีทรัพย์สินสูญหาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (27 ส.ค.61) ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี , พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 4 (ผบ.บชร.4) กองทัพภาค 4 ในฐานะหัวหน้ากองกำลังรักษาความสงบส่วนหน้า กองทัพภาค 4 และนายประเวศ ไทยประยูร รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี แถลงข่าวความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า ในช่วงเช้าได้ลงพื้นที่เกาะเต่า พบกับ น.ส.ภัทรา แจ่มตระกูล เจ้าของที่พักโฮฟ์โฮลเทลในเกาะเต่า ที่นักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติ อายุ 19 ปี เข้ามาพักพร้อมเพื่อนชายอีก 4 คน รวม 5 คน เข้าพักเมื่อวันที่ 23-26 มิ.ย.
โดยระหว่างเข้าพักเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เวลาประมาณ 22.00 น. น.ส.ภัทรา ได้นัดนักท่องเที่ยวทั้งหมดออกไปท่องเที่ยวในเวลา 23.00 น. เป็นปกติเหมือนทุกวัน แต่ผู้เสียหายกับเพื่อนชาย 4 คนได้ขอออกไปเที่ยวกันเองก่อน โดยได้นัดพบกันที่บริเวณฟิชโบบาร์ แต่เมื่อถึงเวลานัด น.ส.ภัทรา ก็ไม่พบกับกลุ่มผู้เสียหายแต่อย่างใด
จนกระทั่งเวลา 02.00 น. ถึงเวลาพานักท่องเที่ยวกลับที่พัก ก็ไม่พบผู้เสียหาย เข้าใจว่าผู้เสียหายกลับที่พักกันเอง ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. น.ส.ภัทรา ได้พบกับผู้เสียหายและเพื่อนชาย โดยผู้เสียหายแจ้งกับ น.ส.ภัทรา ว่าขณะออกไปท่องเที่ยวได้ไปซื้อสุราเป็นถังมานั่งดื่มกับเพื่อนชายทั้ง 4 คน ที่ชายหาดบริเวณใกล้กับไอร์แลนด์รีสอร์ท ระหว่างที่นั่งดื่มอยู่ มีชายชาวเอเชีย 1 คนเข้ามาถามกับผู้เสียหายว่าโอเคไหม
หลังจากนั้นผู้เสียหาย ก็รู้สึกมึนเมาและรู้สึกเหมือนว่าผู้เสียหายได้เดินผ่านฟิชโบบาร์และลีโอบาร์ ทางชายหาด จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้ รู้สึกตัวอีกครั้งในเวลาประมาณ 08.00 น.พบว่าตนเองถูกข่มขืน กระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือได้หายไปแล้ว จึงได้เดินขึ้นมาบนถนนและมีคนพากลับมาที่ห้องพัก
เมื่อ น.ส.ภัทรา ทราบเรื่อง จึงได้บอกและพยายามจูงใจให้ผู้เสียหายไปแจ้งความ ที่ สภ.เกาะเต่า แต่ผู้เสียหายไม่ยอมไป แจ้งว่ามีนัดกับเพื่อนที่งานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่เกาะพะงัน ในคืนวันที่ 26 มิ.ย. จากนั้นผู้เสียหายกับเพื่อนชายก็ได้เช็คเอาท์ในเวลาประมาณ 12.00 น.ออกจากโรงแรมเดินทางไปเกาะพะงัน
ต่อมาวันที่ 4 ก.ค.61 ได้มีเพื่อนชายของผู้เสียหาย เดินทางกลับมาหา น.ส.ภัทรา ที่เกาะเต่า และสอบถาม น.ส.ภัทรา ว่ายังสามารถแจ้งความเรื่องที่ผู้เสียหายถูกข่มขืนได้หรือไม่ น.ส.ภัทรา จึงได้พาเพื่อนชายของผู้เสียหายพบกับ พ.ต.ท.นพา เสนาทิพย์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เกาะเต่า โดย พ.ต.ท.นพา ได้อธิบายว่าสามารถให้ผู้เสียหายมาแจ้งความได้
โดยในเบื้องต้นได้สั่งการให้ ร.ต.อ.จักรพันธ์ แก้วขาว ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดร้านฟิชโบบาร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่อ้างว่าพบชายชาวเอเชีย ปรากฏว่ากล้องวงจรปิดทุกตัวใช้การได้ดี มีระยะเวลาบันทึก 7 วัน ซึ่งวันที่ไปตรวจสอบสามารถดูย้อนหลังได้ถึงวันที่ 28 มิ.ย.61 ล่วงเลยช่วงเวลาเกิดเหตุไปแล้ว
พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สั่งการให้ สภ.เกาะเต่า ดำเนินการดังนี้คือ ทำสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยตำรวจภูธรจังหวัดสุรษษฎร์ธานี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมสืบสวนสอบสวน และให้สรุปผลการสืบสวนสอบสวนให้ได้รายละเอียดของพฤติการณ์ และรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดรวบรวมไว้ในสำนวน ให้คณะกรรมการสรุปข้อเท็จจริงให้ได้ว่าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน หรือความผิดต่อส่วนตัว
หากเป็นความผิดต่อส่วนตัว ให้แจ้งผู้เสียหายมาร้องทุกข์หรือมอบอำนาจให้บุคคลใดมาร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน หากเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีกับคนร้ายตามกฏหมายต่อไป และประสานกับฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องถิ่นในการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว จัดกำลังตรวจตราความเรียบร้อนภายในหาดทรายรี ตลอด 24 ชม.
ขณะเดียวกัน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวอีกว่า เตรียมประสานสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ติดต่อผู้เสียหายพบพนักงานสอบสวน วอนขอให้เลิกให้ข่าวกับสื่อโซเชียล และหากเป็นไปได้ขอให้สื่อโซเชียลที่นำเสนอข่าวนี้พบตำรวจด้วย เพื่อตำรวจจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน



