ข่าว

 "สตช.เสนอเปลี่ยนรูปแบบลงทุนไม่ใช่วิธีจัดจ้าง"

"สตช.เสนอเปลี่ยนรูปแบบลงทุนไม่ใช่วิธีจัดจ้าง"

27 ส.ค. 2561

"สุเทพ"ยันสตช.เสนอเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนไม่ได้เสนอเปลี่ยนวิธีจัดจ้างให้ครม.อนุมัติอัดป.ป.ช.ตั้งข้อหาสับสน เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง

 

            27 สิงหาคม 2561ที่ อาคาร ทู แปซิฟิค  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  ไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว  ชี้แจงกรณีสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง 

 

            โดยกล่าวว่า ข้อกล่าวหาของคณะอนุกรรมการป.ป.ช.ข้อที่  6 กล่าวหา ถ้าหาก สตช.ต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการก่อสร้าง  ก็ต้องนำเสนอครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติก่อน ดังเช่นที่ สตช. ได้เคยปฏิบัติมาแล้วเมื่อคราวที่ สตช.มีบันทึกลงวันที่ 14 พ.ย 2551 ขอเปลี่ยนแปลงวิธีจัดจ้าง  ตรงนี้ที่ผมได้เรียนต่อกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ว่า  คณะอนุกรรมการไต่ส่วน ป.ป.ช.สับสน อ่านหนังสือทางราชการแล้วไม่เข้าใจ อ้างว่าสตช. เคยเสนอขอเปลี่ยนวิธีการจัดจ้างมาแล้ว  ตามหนังสือลงวันที่ 14 พ.ย. 2551 ซึ่งไม่จริง

 

            ทั้งนี้ความจริงคือหนังสือลงวันที่ 14 พ.ย.2551 ทาง สตช.เขาเสนอครม.ขอเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนจากวิธีแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ มาเป็นวิธีการงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ  เพราะวิธีแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ตามที่ บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ เสนอมานั้น  มันแพงกว่าวิธีปกติ  4,700 กว่าล้านบาท ต้องไปดูว่าทำไมเขาถึงได้เสนออย่างนี้เพราะมันมีที่มา ที่ไป  ที่มาคือครม.สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ  มีมติ 6 พ.ย 2550 ครม.มีมติออนุมัติ ในหลักการ ตามที่สตช.เสนอ ให้สตช.และบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์  ร่วมกันดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สถานีตำรวจทดแทน     

 

           โดยให้สตช.ไปจัดทำและนำรายละเอียดโครงการที่ได้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง สำนักงบฯ กรมธนารักษ์ และบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ รวมทั้งรูปแบบแผนการระดมทุน แผนการใช้จ่ายเงิน และภาระผูกพันของภาครัฐ  บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  มาเสนอครม.อีกครั้งหนึ่งเพราะ ครม.เห็นว่า โครงการนี้มีวงเงินสูง มีผลผูกพันรัฐบาลหน้า จึงควรพิจารณาแนวทาง ดำเนินโครงการให้ละเอียดรอบคอบ  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด   

 

            จึงให้ สตช.ไปทำรายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วนทุกด้าน และพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการและบริหารจัดการด้วยวิธีอื่นๆ  เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงความเหมาะสม คุ้มค่า  ในการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถระบุข้อดี  ข้อเสียที่ชัดเจนในทุกๆด้าน ให้ทำรายงานมาประกอบ เพื่อครม.จะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการต่อไป โดยให้ชะลอการดำเนินโครงการนี้เอาไว้ก่อน
 

           นายสุเทพ กล่าวต่อว่าเมื่อครม.มีมติให้  สตช.ไปจัดทำรายละเอียดไปคุยกับกระทรวงการคลัง สำนักงบฯ  และไปดูว่ามีวิธีการดำเนินการในทางเลือกอื่นหรือไม่ จึงเป็นที่มาของหนังสือลงวันที่14 พ.ย. 2551 สตช.ก็ตอบครม.ว่าไปตั้งคณะกรรมการเสร็จแล้วเห็นสมควรเปลี่ยนวิธีการลงทุน จากวิธีเดิมมาเป็นการตั้งงบประมาณตามปกติ ในหนังสือทั้งฉบับ ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่า สตช.ขอเปลี่ยนแปลงวิธีจัดจ้าง เพราะครม.ไม่ได้สั่งให้ไปพิจารณาวิธีจัดจ้างมาเสนอ

 

            "ผมจึงกราบเรียนว่า อนุกรรมการป.ป.ช.ตั้งข้อหาผมด้วยความสับสนของตัวเองด้วยความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงของตัวเองและผมไม่ได้อ้างเหตุผลอื่นมาหักล้าง ผมอ้างหนังสือวันที่ 14 พ.ย.2551ของสตช.ที่อนุกรรมการป.ป.ช.ยกมาเป็นข้อกล่าวหา"