
เสนอตั้งศูนย์ทางหลวงอาเซียนเชื่อมโยงสื่อสาร
ไทยเสนอในที่ประชุมผู้นำอาเซียน จัดให้มีศูนย์ทางหลวงอาเซียน เป็นศูนย์ชั่วคราวเชื่อมโยงสื่อสารในทุกทาง รวทถึงการคมนาคมด้วย และกองทุนอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อโยงกองทุนต่างๆ
(24ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รอยัลดุสิตฮอลล์ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี การประชุมผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้นำประเทศมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และเลขาธิการอาเซียน เข้าร่วม โดยใช้เวลาหารือนาน 1ชั่วโมง ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวขาดเพียงนางกลอเรีย มาคาปากัลป์ อาร์โรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และนายซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ที่เพิ่งเดินทางมาถึงไทยในช่วงเที่ยงของวันนี้
โดยในการประชุมดังกล่าว ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่ เช่น การเชื่อมโยงเครือข่ายการติดต่อสื่อสารและคมนาคมทั้งทางถนน รถไฟ การเดินทางทางทะเล ทางอากาศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ การรับมือกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจโลก และการสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน โดยในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางกายภาพหรือเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง ไทยแสดงความพร้อมในการจัดให้มี “ศูนย์ทางหลวงอาเซียน” และคาดหวังว่าอาเซียนจะพัฒนาเส้นทางรถไฟของอาเซียนให้เป็นระบบรางคู่ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนในแผนแม่บทด้านการเชื่อมโยงของอาเซียนในอนาคต อีกทั้งได้มอบหมายให้รัฐมนตรีคลังของชาติสมาชิกไปจัดทำข้อเสนอแนะในการจัดตั้ง“กองทุนอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” โดยเชื่อมโยงกับกองทุนต่างๆ ซึ่งจีนและญี่ปุ่นจะเสนอให้จัดตั้งขึ้นในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งต่อไป ที่เวียดนาม
ส่วนปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ผู้นำอาเซียนแสดงความพร้อมที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะทำงานร่วมกันและร่วมมือกับประเทศอื่นๆในการประชุมผู้นำโลกเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธ.ค.นี้ และการให้การรับรองแถลงการณ์ของอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ จะเป็นพื้นฐานที่อาเซียนจะใช้ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ขณะที่การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ในการดำเนินการตามความตกลงของอาเซียนว่าด้วยการบริหารจัดการภัยพิบัติและการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หน่วยงานด้านกลาโหมของประเทศสมาชิกต้องเข้ามามีส่วนร่วม และจำเป็นที่อาเซียนต้องคงความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ตลอดจนอาเซียนจำเป็นที่ต้องมีอาหารสำรองเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินด้วย
ที่ประชุมยังเห็นคาดหวังในการตั้งกองทุนพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งมีมูลค่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ(4.2 ล้านล้านบาท)ให้เริ่มต้นได้ในปลายปีนี้ เพื่อช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างความสามารถของอาเซียนในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความพร้อมที่จะเป็นสถานที่ตั้งชั่วคราวของกลไกการติดตามความเคลื่อนไหวและแจ้งเตือนภัยทางเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนเห็นว่าอาเซียนต้องร่วมมือกันมากขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเสริมสร้างการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนได้หารือถึงข้อเสนอต่างๆ ที่จะสนับสนุนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ของภูมิภาคมีความรู้สึกร่วมกันถึงความเป็นอาเซียน อาทิ การดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆเพื่อให้ผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ของประเทศสมาชิกรู้จักกันมากขึ้น และการจัดทำหลักสูตรการศึกษาของแต่ละประเทศเพื่อให้เยาวชนเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของประเทศอื่นในภูมิภาคมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้นำอาเซียนให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนให้การประชุมทบทวนการดำเนินการตามพันธกรณีของสนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ที่จะมีขึ้นในปี 2553 ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นประธานการประชุม ประสบความสำเร็จ



