
ไทย-ญี่ปุ่นเน้นพัฒนาประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
นายกฯญี่ปุ่น แสดงความยินดีที่ในหลวงมีพระวรกายแข็งแรง เสด็จฯออกจากห้องพักที่ศิริรราช ขณะที่โฆษกกต.ญี่ปุ่นเผย มาร์ค ร้องขอถึงการกู้ยืมเงินให้เอสเอ็มอีของไทย ส่วนประชุมสุดยอดญี่ปุ่น-แม่น้ำโขง ที่โตเกียว วันที่ 6-7 พ.ย.นี้
(24ต.ค.) นายคาซูโฮะ โคดามา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น แถลงผลหารือทวิภาคีระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกับนายฟูจิโอะ ฮาโตยามะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในเช้าวันนี้ (24 ต.ค.) เป็นเวลา 30 นาที ว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวแสดงความยินดีที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินออกจากห้องพักที่โรงพยาบาลศิริราช และหวังว่า องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะฟื้นฟูพระวรกายจนแข็งแรงโดยเร็ว
ส่วนผลการหารือ นายกฯของญี่ปุ่นเห็นด้วยในการเร่งสานความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยได้ย้ำถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยจะพัฒนาเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาการในการลงทุนผ่านบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่น โดยนายอภิสิทธิ์ได้ร้องขอถึงการกู้ยืมเงินเพื่อธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็กให้กับผู้ประกอบการไทย
นอกจากนั้นทั้งสองยังย้ำถึงความร่วมมือการพัฒนาประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขงที่ยังมีความสำคัญอยู่ และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะเป็นประธานจัดงาน การประชุมระหว่างญี่ปุ่นและประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ในวันที่ 6-7 พ.ย.นี้ โดยฮาโตยามะย้ำว่า ญี่ปุ่นและประเทศลุ่มแม่น้ำโขงจำเป็นต้องมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนกันมากขึ้นกว่านี้ ซึ่งญี่ปุ่นก็มีความพร้อมที่จะนำเม็ดเงินมาลงทุนในภูมิภาคนี้และแสดงความดีใจที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตอบรับการประชุมครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยหลังจากการพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและญี่ปุ่น ฟูจิโอะฮาโตยามะ ยังกล่าวว่าอยากให้มีกิจกรรมระหว่างสองรัฐสภาทั้งที่ไทยและญี่ปุ่นมากขึ้นกว่านี้ ในลักษณะประสานความร่วมมือระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ของไทยและพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น
สิ่งที่นายฮาโตยามะเน้นย้ำในการประชุมระหว่างสองภูมิภาคในครั้งนี้ คือ เรื่องการทำให้สองภูมิภาคมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น ย้ำว่าประชาคมเอเชียตะวันออกจะเป็นประชาคมที่อยู่ร่วมกันยาวนานโดย ประเทศในเอเชียตะวันออกรวมถึงอาเซียน ควรร่วมกันลงมือสร้างประชาคมเอเชียตะวันออก ฮาโตยามะยังย้ำด้วยว่าประเทศสหรัฐอเมริการก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในประชาคมนี้ด้วย ซึ่งญี่ปุ่นจะเน้นการลงทุนในเรื่องการศึกษา การเงิน ทางทะเล และ สิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ นายฮาโตยามะเรียกร้องให้อาเซียนลดช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจในประเทศสองกลุ่ม คือประเทศที่พัฒนาแล้วกับยังไม่พัฒนา ถ้าอยากให้กำแพงทางการค้าลดลงอย่างสมบูรณ์แบบก่อนปี 2015 ตามที่วางแผนไว้



