
"บิ๊กโจ๊ก" นำทีมจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เวียดนาม
ขยายผล !! ตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับตำรวจเวียดนาม บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางเมืองโฮจิมินห์ รวบผู้ต้องหาได้ 18 ราย พร้อมของกลางหลายรายการ เสียหายกว่า 50 ล้านบาท
ภายใต้นโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. หัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ขยายผลจากข้อมูลของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยังมีการหลอกลวงคนไทย จนทราบว่ามีเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ ณ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าทำการสืบสวนหาข่าวโดยทันที
จากการสืบสวนทราบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว ได้เปิดเป็นศูนย์ปฏิบัติการตั้งอยู่กลางใจเมืองโฮจิมินห์ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีคนไทยหลายรายเป็นพนักงานโทรศัพท์ และมีชาวไต้หวันเป็นหัวหน้าควบคุม
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2561 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. หัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 บช.ทท. , พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 บช.ทท. , พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ.บช.น. , พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 , พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิสมัย รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง , พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ รอง ผกก.สายตรวจ บก.สปพ.บช.น. , พ.ต.ท.ศิลา ตันตระกูล สว.ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.บช.ก. , พ.ต.ต.นที คุ้มล้วนล้อม สว.งานสายตรวจ 2 บก.จร.บช.น. ประชุมหารือร่วมกับ พ.ต.อ.(พิเศษ) ทราน วาน โฮ ผู้กำกับการ กองบังคับการความมั่นคงอินเตอร์เน็ตและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางคดี และหมายจับของผู้ต้องหาคนไทยแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ จำนวน 18 หมายจับด้วย
ต่อมาเวลา 15.00 น. ของวันที่ 24 สิงหาคม 2561 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการความมั่นคงอินเตอร์เน็ตและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี กระทรวงความมั่นคง และเจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคง ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กว่า 100 นาย จาก 5 หน่วยงานหลัก ได้ร่วมกันบุกเข้าทลายแก๊งดังกล่าวนี้ โดยพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในย่านเมืองใหม่ วินโฮมคอนโดมิเนียม เซ็นทรัลพาร์ค เมืองโฮจิมินห์ หลังสืบทราบว่า เป็นศูนย์สั่งการคอลเซ็นเตอร์ เป็นคอนโดมิเนียมหรู แยกกันอยู่หลายอาคาร รวม 4 ห้อง มีระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี แบ่งออกเป็นห้อง ซึ่งมีโต๊ะพร้อมอุปกรณ์สื่อสารทั้งคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, ซิมโทรศัพท์พร้อมใช้งาน, สมุดบัญชีธนาคาร นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบโพยรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง รวมถึงบทพูดคุยระหว่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับเหยื่อที่กำหนดไว้ เช่น จากหน่วยปราบปรามยาเสพติด หน่วยปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากนี้ยังพบคนไทย 16 คน ทำหน้าที่โทรศัพท์หาเหยื่อปลายทางในประเทศไทย พบชาวไต้หวัน 2 คน คอยควบคุมและสั่งการในการหลอกลวงเหยื่อซึ่งแก๊งนี้เริ่มปฏิบัติการหลอกลวงคนไทยประมาณ 2 เดือน โดยพบว่ามีผู้เสียหายเป็นวงเงินกว่า 50 ล้านบาท และมีเหยื่อหลงกลโอนเงินรายล่าสุด กว่า 800,000 บาทในพื้นที่ สน.หัวหมาก
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. กล่าวว่า สำหรับการบุกเข้าทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในประเทศเวียดนามครั้งนี้ ถือว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติการที่มีขนาดใหญ่ มีวิธีการทำงาน การเดินทาง และวิธีการโอนเงิน โดยหันมากดเงินในประเทศมาเลเซีย และไต้หวัน เพื่อป้องกันการติดตามจากเจ้าหน้าที่
โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ น่าจะมีความเชื่อมโยงกลับนายเฉิน เตี้ยน หลี่ หัวโจกชาวไต้หวัน ที่เคยถูกตำรวจจับกุมตัวมาได้ก่อนหน้านี้ โดยได้ย้ายฐานปฏิบัติการมาตั้งในนครโฮจิมินห์ ใช้ระบบวีโอไอพี หรือวอยซ์ โอเวอร์อินเตอร์เน็ต โปรโตคอล เป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อระบบสื่อสารและแปลงหมายเลขไปยังเหยื่อ
ขณะที่คนไทยซึ่งถูกควบคุมตัวที่นี่ ยอมรับว่า โทรศัพท์กลับไปหลอกลวงคนไทยในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งบทสนทนาส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องของการส่งสินค้าที่ผิดกฎหมาย และแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปง. ศาล ขอตรวจสอบทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม การจับกุมในครั้งนี้ทางกระทรวงความมั่นคงของเวียดนาม ค่อนข้างจะเข้มงวดในเรื่องของข้อกฎหมาย โดยบอกว่า จะส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดให้ทางการไทยโดยเร็วที่สุด พร้อมกับเครื่องมือที่ยึดได้ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการทำสำนวนให้แก่ตำรวจไทยด้วย ส่วนผู้ต้องหาชาวไต้หวัน ก็จะมีการประสานกับทางการไต้หวัน เพื่อส่งตัวผู้ร้ายต่อไป
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เวียดนาม ยังบอกด้วยว่า การทำงานปราบปรามระหว่างประเทศ ทางการเวียดนามให้ความร่วมมือช่วยตามรอยเบาะแส และพิกัดที่ตั้ง และยังให้ตำรวจท่องเที่ยวของไทย พร้อมชุดสายสืบเข้าร่วมจับกุมด้วย ถือว่าเป็นการทำงานตามแนวทาง One World One Team หรือ ตำรวจหนึ่งเดียวทั่วโลก
------------------------------------
(เครดิตภาพ FB : สุรเชษฐ์ หักพาล)



