"สุเทพ" แจง โครงการสร้างโรงพักทดแทน
"สุเทพ" เริ่ม แจงประเด็นย่อย โครงการสร้างโรงพักทดแทน ติง " อนุป.ป.ช." อ่านเอกสาร ไม่เข้าใจ เลยตั้งข้อกล่าวหา
22 ส.ค.61-ที่อาคารทูแปซิฟิค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ชี้แจง กรณีสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า เมื่อวาน(21ส.ค.)ได้บอกกับมวลมหาประชาชนไปแล้วว่า ในการเข้าไปชี้แจง เรื่องที่ถูกกล่าวหา ต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ผมได้ชี้แจงในประเด็น ที่เป็นประเด็นใหญ่ประเด็นสำคัญด้วยเหตุผล ด้วยหลักฐาน เอกสารที่แถลงไปแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีประเด็นเล็กๆที่จริงก็ไม่เล็ก ทุกประเด็นที่เขากล่าวหาผมนั้น เป็นเรื่องใหญ่ แต่เป็นประเด็นที่จะเอาไปประกอบข้อหาใหญ่ คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ในวันที่ได้ทำบันทึก กล่าวหาผม เมื่อวันที่14 พ.ค. 2558 ระบุประเด็นข้อกล่าวหา อีก 9 ประเด็น ผมจะเอามาบอกมวลมหาประชาชนทั้ง 9 ประเด็น พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ว่าผมไม่ได้กระทำความผิด ตามข้อกล่าวหานั้น
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ทางสตช.ก็ไปดำเนินการตามที่ครม.มีมติ ไปตั้งคณะกรรมการศึกษารูปแบบวิธีการลงทุน แล้วทำหนังสือมายัง นายกรัฐมนตรี เป็นหนังสือลงวันที่ 14 พ.ย. 2551 เขาก็บรรยายว่า คณะทำงานของสตช. ไปดำเนินการตามที่ครม.มีมติสั่งการแล้วไปพิจารณาว่า แนวทางการดำเนินการ ในรูปแบบการลงทุนภาครัฐ โดยวิธีแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ที่ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ เสนอนั้น ต้องใช้เวลา 5 ปี และจะใช้งบประมาณมากกว่า วิธีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นจำนวน 4,717 ล้านบาท แล้วจะเป็นภาระผูกพันงบประมาณกับรัฐบาลสูงมาก แพงและเป็นภาระกับรัฐบาลสูงมาก และยังบอกต่อว่า แนวทางดังกล่าว ยังไม่เหมาะสมตามข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2551 ที่เห็นว่า รัฐบาลควรจะพิจารณาทบทวนระยะเวลาก่อหนี้ผูกพัน งบประมาณของโครงการของรัฐให้เหมาะสม กรณีที่จำเป็นที่จะก่อหนี้ผูกพันเกินกว่า 5 ปี รัฐบาลควรจะ ขอรับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติก่อน
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ทางสตช.พิจารณาแล้ว เห็นด้วยตามแนวทางที่คณะกรรมการพิจารณา เนื่องจากเป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อทางราชการ จึงเห็นสมควรให้ครม.พิจารณาอนุมัติรูปแบบการลงทุน โดยการตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจำปีผูกพัน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2554 หลักฐานชัดเจน เขาไม่ได้พูดถึงวิธีการจัดจ้างเลย เขาพูดถึงวิธีการลงทุน แทนที่จะลงทุนโดยให้ บริษัท ธนารักษ์ฯ ทำ ใช้วิธีแปลงสินทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ ซึ่งคณะทำงานเห็นว่า แพงว่าวิธีการตั้งงบประมาณรายจ่ายตั้ง 4 พันกว่าล้าน ในเวลา 5 ปี ถ้านานกว่านั้นก็ยิ่งแพงกว่านั้นอีก ก็ขอเสนอให้เปลี่ยนมาเป็นอย่างนี้ แล้วเสนอมาในช่วงรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ปรากฏว่านายสมชาย ไม่ได้มีความเห็นอะไรเลย ไม่ได้เสนอเข้าครม.พิจารณา พ้นตำแหน่งก่อน แต่หนังสือฉบับนี้ ก็ยังอยู่เป็นหลักฐาน และคณะอนุกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.ยกมาเป็นประเด็นกล่าวอ้างกับผมว่า สตช.เคยเสนอครม.เปลี่ยนวิธีจัดจ้างมาแล้ว เพื่อที่จะกล่าวหาผมต่อไปว่า เมื่อผมเปลี่ยนวิธีจัดจ้าง ต้องนำเสนอครม.พิจารณา อนุมัติวิธีการจัดจ้างนั้น เขาเข้าใจผิด สับสน อ่านหนังสือไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ ระหว่างรูปแบบการลงทุน กับวิธีการจัดจ้างผมก็นำหลักฐานนี้ ไปเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ แล้วผมก็เอาหลักฐานเพิ่มเติมไปเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า เมื่อสมัยที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ไม่ได้พิจารณาข้อเสนอของ สตช. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในตอนกลางเดือนธ.ค.2551 ขึ้นปี 2552 สตช. ทำหนังสือมาใหม่ ถึงนายกฯ ซึ่งผมเป็นผู้ได้รับมอบหมายรับผิดชอบงาน สตช.ก็เป็นผู้พิจารณาหนังสือฉบับนี้ คือหนังสือที่ลงวันที่ 9 ม.ค.2552 หนังสือฉบับนี้ข้อความ เหมือนหนังสือฉบับ วันที่ 14พ.ย.2551 คือ เสนอครม.เพื่อ ขอนุมัติ ให้สตช.ดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจฯ โดยวิธีการจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีผูกพันงบประมาณ 3 ปี ตั้งแต่งบประมาณปี 2552 – 2554 หนังสือ 2 ฉบับ เนื้อหาข้อความเหมือนกัน ชัดเจนว่า ไม่ใช่การพิจารณา เรื่องวิธีจัดจ้าง แต่เป็นการพิจารณาว่า จะใช้การลงทุนอย่างไร
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า นี่คือปัญหา ตอนที่เขาจะตั้งข้อกล่าวหา เขาก็อ้างหลักฐาน อ้างเอกสาร แต่ปรากฏว่าที่อ้างมานั้น อ้างมาผิด แล้วมาตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิด ผมก็จะทยอยนำประเด็นเหล่านี้มาบอกพี่น้องที่ละประเด็น ผมไม่ได้ใช้หลักฐานอื่นจากภายนอกทุกอย่างเป็นเอกสารของทางราชการทั้งสิ้น ถ้าใช้วิจารณญานดีๆ อ่านแล้ว ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเลย ไม่มีข้อที่ควรสงสัยด้วยซ้ำไป



